ผู้เขียน หัวข้อ: Light of My Life : คือพ่อ…คือลูก  (อ่าน 543 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ เซียวเหล่งนึ่งฯ

  • Administrator
  • พี่น้อง thaicine Gold member
  • *****
  • กระทู้: 1792
  • พลังใจที่มี 3
Light of My Life : คือพ่อ…คือลูก
« เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2019, 19:41:20 »

• ชื่อไทย : คือพ่อ...คือลูก
• ปีที่เปิดตัว : 2562
• เข้าฉายในไทย : 28 พฤศจิกายน 2562
• นำแสดง : Anna Pniowsky, Casey Affleck, Elisabeth Moss
• กำกับโดย :  Casey Affleck
• เขียนโดย :  Casey Affleck
• ประเภท :  Drama / Sci-Fi
• ความยาว :  119 นาที
• เรต :  R
• สร้างโดย :  USA
• จำหน่ายโดย : M Pictures


เรื่องย่อ Light of My Life


         เมื่อไวรัสชนิดหนึ่งได้ทำให้ประชากรมนุษย์เพศหญิงของทั้งโลกเหลือเพียงแค่คนเดียว คนเป็นพ่ออย่างเขา (เคซีย์ เอฟเฟล็ก) จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้อง แร็ก (แอนนา พิโนวสกี) ลูกสาวสุดที่รักให้พ้นจากภัยอันตราย แม้ว่าจะต้องให้เธอปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชาย แม้ว่าจะต้องโกหกและทำร้ายผู้อื่น แม้ว่าเขาจะต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก เขาก็จะพิสูจน์ความรักและความทุ่มเทของคนเป็นพ่อที่รักลูกสาวคนนี้อย่างหมดหัวใจ

         แม้ผู้ชมจะรู้จักเคซีย์ อัฟเฟล็ก ในฐานะน้องชายของ เบ็น อัฟเฟล็ก แต่ตัวเขาเองก็เข้าวงการมาพร้อมกับพี่ชาย เพียงแต่ชื่อเคซีย์ ไม่ได้เล่นหนังเอาใจตลาดแบบพี่เบ็น ชื่อเสียงรวมถึงค่าตัวของเขาก็เลยไม่ได้เท่าพี่ชาย แต่ในเรื่องฝีมือการแสดงนี่แซงหน้าไปไกลล่ะ ล่าสุดก็พิสูจน์ให้เห็นกันชัด ๆ ไปแล้วกับการที่เขาคว้าออสการ์สาขานักแสดงนำชายมาได้สำเร็จจาก Manchester By The Sea (2016) วันนี้ เคซีย์ อายุ 44 ปีแล้ว เป็นคุณพ่อของลูกชาย 2 คน ที่เกิดกับภรรยา ซัมเมอร์ ฟินิกซ์ น้องสาวของวาคีน ฟินิกซ์ ทั้งคู่หย่ากันไปเมื่อปี 2017 แต่ยังดูแลลูกชายร่วมกันอยู่

         เคซีย์ ผ่านงานแสดงมาแล้วกว่า 40 เรื่อง อำนวยการสร้างหนังมาแล้ว 8 เรื่อง ส่วนงานกำกับหนังนั้นเขาเคยแค่กำกับหนัง Mockumentary (สารคดีเทียม) เรื่อง i’m still here เมื่อปี 2010 ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของ วาคีน ฟินิกซ์ อดีตพี่เขยของเขานั่นเอง วันนี้เคซีย์ จึงขอก้าวไปอีกขั้น ด้วยการเป็นผู้กำกับหนังยาวแบบจริงจัง ในเรื่อง Light Of My Life ที่แค่กำกับยังไม่พอ เคซีย์ ยังควบหน้าที่อำนวยการสร้าง, แสดงนำ, เขียนบทภาพยนตร์ ครบทุกตำแหน่งสำคัญกันไปแล้ว หนังฉายที่สหรัฐฯ ไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว ได้รับเสียงตอบรับดีงามจากบรรดานักวิจารณ์ ชี้ชัดกันด้วยคะแนนจาก Rottentomatoes ที่ 75 % กันไปเลย

         ที่มาของ Light Of My Life นั้น เคซีย์ เอานิทานก่อนนอนที่เขาแต่งเองไว้เล่าให้ลูกชายทั้งสองของเขาฟัง แล้วเขายังจดบันทึกบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับลูกชายขณะเล่านิทานเอาไว้ด้วย แล้วก็เอาเรื่องราวเหล่านั้นมาสานต่อกันเป็นเรื่องยาว ใส่เนื้อหา ตัวละครลงไป ในฉากหลังที่เป็นโลกหลังหายนะ ที่เป็นแนวโปรดปรานส่วนตัวของเคซีย์เอง ออกมาเป็นบทหนัง Light Of My Life ซึ่งตัวเคซีย์เองก็ยอมรับว่าเขาได้อิทธิพลจาก The Road (2010) มาพอควร หนังในโลกหลังหายนะ ที่วิกโก มอร์เตนเซน ต้องเดินทางข้ามรัฐไปพร้อมกับลูกชายตัวน้อย แต่เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ว่าเคซีย์จะตั้งใจหรือไม่ Light Of My Life กลับดูมีความใกล้เคียง Leave No Trace (2018) หนังพ่อกับลูกสาวผจญภัยในป่ามากกว่า

         เคซีย์ อัฟเฟล็ก รับบทเป็นพ่อ ที่ต้องดูแล “แร็ก” ลูกสาววัย 11 ขวบ สองพ่อลูกต้องดูแลกันและกันในวันที่เกิดโรคระบาดประหลาด คร่าชีวิตเฉพาะมนุษย์โลกเพศหญิงไปจนสิ้น แร็ก เป็นเด็กที่มีภูมิคุ้มกันกลายเป็นมนุษย์เพศหญิงรายเดียว ที่เดินอยู่บนโลกที่มีแต่บุรุษเพศ ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายได้ร้อยแปดกับชีวิตของเธอ ทางเดียวที่พ่อคิดออกคือจับแร็กเปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ดูเป็นเด็กผู้ชาย หนังได้ดาราเด็ก แอนนา พิโนวสกี้ มารับบท ก็ต้องชื่นชมทีมแคสติ้งที่ไปหาสาวน้อยคนนี้มาจากไหน งานแสดงของเธอโดดเด่นมาก เป็นสาวน้อยที่ตัดผมสั้นแบบเด็กผู้ชายแล้วดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างมาก แสดงได้เป็นธรรมชาติที่สุด เข้าขากับเคซีย์ได้อย่างกลมกลืน เธอคือองค์ประกอบสำคัญเลยล่ะที่ทำให้ผู้ชมเกาะไปกับหนังเนิบ ๆ เรื่องนี้ได้

         อ่านพลอตเรื่องแล้วน่าสนุกนะครับ หนังน่าจะมีอะไรให้ลุ้นระทึกได้เยอะเลยเชียว แต่อย่าลืมว่านี่คือเคซีย์ อัฟเฟล็ก นักแสดงที่ไม่เล่นหนังบล็อกบัสเตอร์ ขอขายฝีมือเป็นหลัก ฉะนั้นเมื่อทำหนังที่มาจากมันสมองและสองมือเขาอย่างชัดเจนแบบนี้ มันจะต้องไม่ใช่หนังหวังผลทางการตลาดอย่างแน่นอน Light Of My Life ก็เลยถูกนำเสนอออกมาในแบบดราม่าที่มีฉากหลังเป็นโลกหลังหายนะ เน้นหนักไปที่พ่อกับลูกอย่างจริง ๆ จัง ๆ เรียกได้ว่าเกือบ 100% ของหนังจะมีภาพพ่อลูกคู่นี้อยู่บนจอ แล้วหนังก็เดินหน้าไปด้วยบทสนทนาระหว่างพ่อลูก เป็นหนังที่คุณจะต้องเจอกับมหกรรมบทสนทนา จะบอกว่า “คุยกันทั้งเรื่อง” ก็ไม่ผิด ลูกตาได้ทำงานหนักมาก ทั้งดูภาพและอ่านซับ แล้วต้องอ่านด้วยความเร็วสูง เพราะเป็นประโยคโต้ตอบไปมาระหว่างพ่อลูก แต่ละประโยคแช่อยู่ไม่ถึง 1 วินาทีก็เปลี่ยนแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่คือการเล่านิทาน เล่าอดีตวันชื่นคืนสุขตอนที่แม่ยังชีวิตอยู่ การพยายามสอนลูกสาวที่กำลังโตเป็นสาวด้วยถ้อยคำที่ระมัดระวังอย่างที่สุด หรือเรื่องยาก ๆ อย่างความแตกต่างของคำว่า มนุษยธรรม และ จริยธรรม

         Light Of My Life จึงออกมาเป็นหนังในสไตล์หนังรางวัล ที่เดินหน้าไปอย่างเนิบนาบ ไร้เป้าหมาย ไม่มีวิกฤตหรือปริศนาใด ๆ ที่จับให้ผู้ชมจดจ่ออยู่กับหนังหรือเอาใจช่วยพ่อลูกคู่นี้ให้ไปถึงเป้าหมาย เป็นหนังที่ต้องพยายามเก็บเกี่ยวสาระจากบทสนทนา จากพฤติกรรมของผู้คนรอบตัวในวันที่โลกไร้ขื่อไร้แป ได้เจอกับผู้คนที่เอาตัวรอด และผู้คนป่าเถื่อน และบางทีตัวพ่อเองก็ต้องกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวเสียเอง ความยาวของ Light of My Life นั้นอีก 1 นาทีก็ 2 ชั่วโมงเป๊ะ ถ้านอนมาไม่อิ่มก็วูบไปได้ง่าย ๆ เลยล่ะ แม้ว่าหนังจะมีฉากให้พอได้ตื่นเต้นบ้างเมื่อต้องเจอกับกลุ่มคนแปลกหน้าที่มุ่งร้ายกับ 2 พ่อลูก

         แม้ว่าเคซีย์บอกว่าเขาต้องการเน้นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก แต่บทฝีมือของเขานั้นก็ไม่ได้มีฉากที่แสดงให้คนดูได้สัมผัสถึงความรักความผูกพันระหว่างพ่อลูกคู่นี้ เป็นความสัมพันธ์พ่อลูกที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น อาจจะเพราะการกำหนดให้ “แร็ก”อยู่ในวัย 11 ปี ที่อยู่ระหว่างเด็กน้อยกับวัยรุ่น แล้วเธอเป็นเด็กที่ค่อนข้างเชื่อฟังพ่อด้วย ผิดกับ Leave No Trace หนังพ่อลูกผจญภัยเช่นกัน ที่ตัวลูกเป็นเด็กสาวที่อยากจะหลุดจากกรอบของพ่ออย่างชัดเจน ทุกอย่างรอบตัวดูน่าสนใจไปหมด แล้วหนังค่อย ๆ พาเราจมลึกไปในจิตใจของเด็กสาวที่สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเลือกทางเดินของเธอเอง โดยไม่น่าประหลาดใจ พอมาเป็นกรณีของ Light Of My Life ประเด็นในเรื่องนี้จึงดูเบาบางเกินไป ที่จริงก็เบาบางในทุกประเด็นล่ะนะ ไม่มีฉากซาบซึ้ง ไม่มีฉากลุ้นระทึก ไม่มีปริศนาที่รอค้นหาคำตอบ แม้กระทั่งประเด็นที่ว่าด้วยโลกหลังหายนะ หนังก็เลือกให้เรื่องราวทั้งหมดดำเนินอยู่ในป่า ก็เป็นแนวทางที่หนังจะสร้างได้ในงบประมาณที่จำกัด ไม่ต้องลงทุนกับเรื่องฉากโลกอนาคตเลย

         นอกเหนือจากการแสดงของ 2 คาแรกเตอร์นำแล้ว องค์ประกอบอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่สนับสนุนได้ดี งานภาพสีหม่น ตลอดเรื่องเราแทบไม่เห็นสีสันสดใสในภาพเลย ก็เข้ากันดีกับบรรยากาศโลกหลังหายนะ ที่ดูมืดหม่นและมีอันตรายรอบข้าง หลาย ๆ ฉากก็ถ่ายทอดทัศนียภาพของผืนป่าในสหรัฐฯ ออกมาได้สวยงาม ดนตรีประกอบที่เน้นหนักด้วยเครื่องสายเสียงต่ำที่ใช้ในฉากคับขัน ก็ช่วยเร่งเร้าบรรยากาศให้ดูตื่นเต้นมากขึ้น แม้ว่าสุดท้ายหนังจะไม่ได้มีฉากรุนแรงอะไรมากมายก็ตาม

         Light Of My Life จะเหมาะกับผู้ชมกลุ่มไหนดีล่ะ ต้องเป็นแฟนคลับ เคซีย์ อัฟเฟล็ก ที่อยากสนับสนุนก้าวสำคัญของเขาในฐานะผู้กำกับกระมัง คนชอบดูหนังขายการแสดง หรืออยากใช้สมองด้วยการตีความจากบทสนทนายาก ๆ ก็คอยติดตามงานกำกับเรื่องต่อไปของเคซีย์ อัฟเฟล็ก ครับ ฝีมือน่าจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ส่วน Light Of My Life หนังเข้าฉาย 28 พฤศจิกายนนี้ แบบจำกัดโรงครับ ถ้าจิ้มที่ภาพด้านล่างก็ดูรอบฉายได้เลย ไม่ต้องไปกดหารอบหาโรง


ตัวอย่างหนัง


[Official Trailer ซับไทย] Light of My Life คือพ่อ...คือลูก


ภาพนิ่ง โปสเตอร์ Light of My Life (2019)

 
 
 
 
 


ภาพโปสเตอร์










เซียวเหล่งนึ่งฯ  นายพนมกร คำวัง (ตู่)
โทร 094-3619414, 086-4025293
อีเมล์: tuu414@scryptmail.com
Line: Touu-panomkornsmfjusthost@gmail.com
ชื่อบัญชี : นายพนมกร คำวัง
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซีนครปฐม ออมทรัพย์ เลขบัญชี : 830-209795-5   
ธนาคารกรุงเทพ สาขาโลตัสนครปฐม ออมทรัพย์ เลขบัญชี : 637-001757-