กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว



          ในชีวิตของคนหลายๆคน มักจะมองว่าการหย่าร้างมักถูกมองว่าเป็น “จุดจบของทุกอย่าง”แต่สำหรับ เซียะถิงฟง กับ จางป๋อจือการหย่าคือเพียงการจบความเป็น “สามีภรรยา” ไม่ใช่การจบความเป็น “ครอบครัว”

          เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ๕ พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น (๒๐๑๐)  ซึ่งเซียะถิงฟง รับบท อาซื่อ เด็กลากรถ ในเรื่องเขาต้องโกนผม  ช่างทำผมสังเกตเห็นไฝสีดำเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวอยู่ด้านหลังศีรษะของเขา แต่ไม่มีใครสนใจมันเลย

          จนในปี ๒๐๑๒ ระหว่างการโกนผมเพื่อถ่ายโฆษณา ผู้จัดการของเซียะถิงฟงสังเกตเห็นว่าไฝเล็ก ๆ ที่ท้ายทอยซึ่งเคยไม่มีใครใส่ใจบวมโตขึ้นจนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง เธอจึงรีบพาเขาไปพบแพทย์ทผลตรวจออกมาคือคำที่ทำให้คนแข็งแรงอย่างเขาแทบทรุด

“มะเร็งผิวหนัง”

          ในวันที่โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน คนแรกที่เซียะถิงฟงหยิบโทรศัพท์หา ไม่ใช่คนรักคนปัจจุบัน ไม่ใช่พ่อแม่ แต่คือ… จางป๋อจือ อดีตภรรยาที่หย่ากันมาแล้วหนึ่งปี
ประโยคแรกที่เขาพูด ไม่ใช่ความกลัวไม่ใช่การขอความเห็นใจ แต่คือคำขอที่ทำให้หัวใจของคนฟังสะเทือน

“ถ้าผมเป็นอะไรไป ฝากลูกไว้กับคุณ”

          เมื่อมองย้อนหลับในความสัมพันธ์ของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ หวังจิง ผู้ที่เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ตั้งแต่ คบหา เลิกรา และกลับมาคบหา ก่อนที่จะแต่งงานและหย่าร้าง หวังจิงบอกว่าทั้งสองรักกันมากแต่ที่ทำให้ ทั้งสองไม่สามารถอยู่กินในรูปแบบของสามีภรรยาก็เพราะว่า บุคลิกทั้งสองแตกต่างกันเกินไป

          เมื่อตอนที่ทั้งสองหย่าร้าง เซียะถิงฟง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสิ่ง ดึงดูดใจเขาให้รักจางป๋อจือ คือบุคลิกที่กล้าหาญและตรงไปตรงมาของเธอ และเธอยังเป็นคนใจดีอีกด้วย แต่การที่ทั้งสองจะกลับไปใช้ชีวิตสามีและภรรยา คงจะไม่มีทางเป็นไปได้อีก การเลิกราระหว่างเขากับเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวภาพหลุดแต่อย่างใด เขาเชื่อใจเธอและไม่สนใจภาพเหล่านั้น

          เมื่อทั้งสองหย่าร้างกันได้เพียงปีเดียว เซียะถิงฟงก็รู้ว่าตัวเขาเป็นมะเร็งผิวหนัง เขาโทรหาอดีตภรรยา ฝากให้เธอดูแลลูกๆ และแวะเวียนไปหาพ่อแม่ของเขาบ้าง

          ในช่วงเวลาที่ความตายมายืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่เลือกคนที่เขารักแต่เลือกคนที่เขา เชื่อใจที่สุดในการดูแลลูกและคำตอบของจางป๋อจือก็คือการหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบตกลงอย่างหนักแน่น ว่าเธอจะดูแลลูกๆ และพ่อแม่ของเขาเป็นอย่างดี  ก่อนที่จะพูดติดตลกว่า

“ไม่ต้องห่วง พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วตายเร็วหรอก"
เซียะถิงฟงได้ฟังก็ถึงกลับหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะแรกหลังจากรู้ข่าวว่าเป็นมะเร็งของเขา

จางป๋อจือ  เป็นกำลังใจให้เซียะถิงฟง โดยไม่พูดถึงบาดแผลในอดีต ไม่พูดถึงการหย่าร้าง ไม่ย้อนความเจ็บปวด เพราะในวินาทีนั้น สิ่งเดียวที่สำคัญคือ

“พ่อของลูกกำลังจะเผชิญความเป็นความตาย”

          แม้ทั้งคู่จะเคยผ่านข่าวฉาว การหย่าร้างที่ขมขื่น และแรงกดดันมหาศาลจากสังคม แต่ในวันที่ต้องเลือก พวกเขาเลือก ความเป็นพ่อแม่ และทั้งสองยังคงเป็นครอบครัวของกันและกันเสมอ
ต่อมาเซียะถิงฟงได้เปิดเผยในรายการหนึ่งว่า เขาเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอา "มะเร็งผิวหนัง" ออกหลังจากไปพบแพทย์ไม่นาน โชคดีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการเย็บแผลที่ศีรษะ ๕  เข็ม ทำให้มีรอยแผลเป็นยาว ๕เซนติเมตร ต่อมาเขาสวมหมวกในที่สาธารณะเพื่อปกปิดรอยแผลเป็น

          นอกจากนี้ ผู้จัดการของเขา ยังย้ำในเว่ยป๋อในเวลานั้นว่า "ไม่ต้องห่วง! ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง โชคดีที่ตรวจพบได้ทันเวลา และทุกอย่างก็ดี!" มะเร็งผิวหนังของเซียะถิงฟงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก

          เมื่อมองย้อนกลับไป เรื่องราวนี้สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่การกลับมารักกันอย่างสุดซึ้ง แต่เป็นการที่ผู้ใหญ่รับมือกับวิกฤตอย่างมีสติและใจเย็น ของทั้งสอง หาก เซียะถิงฟงจะต้องจากไป เขาก็วางใจเพราะมีจางป๋อจือคอยดูแล ลูกๆ และ พ่อแม่ของเขาแทน

          เซียะถิงฟงกล่าวบางสิ่งที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษระหว่างการพักฟื้นหลังการผ่าตัดว่า

"ตอนที่ผมนอนอยู่บในห้องผ่าตัด ผมถึงได้รู้ว่าชื่อเสียง โชคลาภ และสถานะ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการได้เห็นลูกของผมเติบโตอย่างปลอดภัย"
บางทีการเฉียดตายครั้งนี้อาจทำให้พวกเขาเข้าใจความหมายของคำว่า  "ครอบครัว" อย่างแท้จริง

          เซียะถิงฟงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีโอกาสกลับไปเป็นสามีภรรยากันอีก เพราะความแตกต่างของตัวตนแก้ไม่ได้ แต่เขาขอบคุณจางป๋อจือจากใจที่ไม่เคยทำลายภาพพ่อของเขาต่อหน้าลูกและยังพูดถึงเขาในแง่ดีเสมอจางป๋อจือเองก็ไม่เคยใช้ความเจ็บปวดในอดีต มาทำลายพ่อของลูกในปัจจุบัน

          นี่ไม่ใช่เรื่องความรักร้อนแรงของหนุ่มสาว  แต่คือเรื่องของ “คนในครอบครัวที่ไม่ทอดทิ้งกัน” พวกเขาไม่ใช่คนรัก แต่ยังเป็น “คนสำคัญที่สุดของกันและกัน”

          ในบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า คนรัก คือ การเป็นพ่อกับแม่ ความรักอาจจบแต่ความรับผิดชอบไม่เคยจบ ความรู้สึกอาจพัง แต่ความเป็นพ่อแม่ต้องยังอยู่ และนี่คือเหตุผลที่เรื่องราวของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ ที่ไม่ใช่เพียงข่าวบันเทิงแต่มันคือบทเรียนชีวิตในโลกของคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่า
การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว

2
วันที่โชคชะตาแพ้พ่ายแก่ความรัก


           เมื่อวันที่ ๑๗  กรกฎาคม ๑๙๘๓ งานศพของฟู่เซิง พระเอกดังของชอว์ บราเดอร์วัย ๒๘ ปี  งานศพจัดขึ้นที่เวิลด์ฟิวเนอรัลพาร์เลอร์ ในห้องไว้อาลัย เจินหนีภรรยาของเขา สวมชุดไว้ทุกข์ ร้องไห้อย่างหนักขณะเผาเงินกระดาษให้สามีผู้ล่วงลับ

           เจินหนีขอเห็นหน้าสามีผู้ล่วงลับเป็นครั้งสุดท้ายและกอดเขาไว้พลางร้องไห้อีกครั้ง ตลอดงานศพเจินหนียังคงคุกเข่าก้มหน้า หันหลังให้แขกในมุมหนึ่งของห้องไว้อาลัย บางครั้งก็มองดูริ้วรอยบนฝ่ามืออย่างเงียบๆ เนื่องจากเจินหนีอยู่ที่ญี่ปุ่นเมื่อฟู่เซิงเสียชีวิต ทั้งสองจึงไม่สามารถพบกันเป็นครั้งสุดท้ายได้

           มีรายงานว่าก่อนที่ฟู่เซิง  จะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต หมอดูชื่อดังคนหนึ่งได้บอกกับเจินหนีว่า ถ้าฟู่เซิงจะไม่หย่ากับเธอ เขาจะประสบกับ "หายนะครั้งใหญ่"
เจินหนี เป็นนักร้องชื่อดังที่ถูกแมวมองค้นพบเมื่ออายุ ๑๗ ปี และได้ปล่อยอัลบั้ม "Heart Lake" ในปี ๑๙๗๑ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเธอ ต่อมา เธอได้ออกอัลบั้มหลายชุดและได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามนักร้องดีว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ๗๐  เคียงข้างเติ้งลี่จวิน  และ ฟงเฟยเฟย

           เจินหนี มีเสียงที่ไพเราะและมีช่วงเสียงกว้าง และ ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นักร้องปอดเหล็กของวงการเพลง" โดย เจมส์ หว่อง  (หวังจั่น หนึ่งในสี่อัจฉริยะฮ่องกง) นักแต่งเพลงชาวฮ่องกง
เธอพบกับฟู่เซิงเมื่ออายุ ๒๑ ปี ฟู่เซิงเป็นคนร่ำรวยและมีชื่อเสียงมาก หลังจากที่ทั้งสองตกหลุมรักกัน พวกเขาก็ถูกพ่อแม่ของฟู่เซิงคัดค้าน
ความรักของทั้งสองมาถึงจุดที่ ไม่แต่งงานก็ต้องเลิกรา เจินหนี จึงถามฟู่เซิงว่า

“ถ้าเราไม่แต่งงานเราก็ต้องเลิกกัน”
ฟู่เซิงบอกเจินหนีว่า  “อย่างนั้นเราก็แต่งงานกัน”
เจินหนียิ้มแล้วบอกฟู่เซิงว่า “ฉันจะแต่งงานเพียงครั้งเดียว และจะรักเพียงคุณคนเดียวไปตลอดชีวิตนี้”


ฟู่เซิงแต่งงานกับ เจินหนี ในวันที่ ๔ ธันวาคม ๑๙๗๗  ขบวนงานแต่งงาน มีรถ เบนท์ลีย์สองคันและโรลส์-รอยซ์หนึ่งคัน หลังจากแต่งงาน เจินหนี ตั้งใจจะรีบมีลูกให้ฟู่เซิง เพื่อประสานสายใยของครอบครัว รวมถึงพ่อแม่ของฟู่เซิง แต่กลับกลายเป็นว่า ยิ่งรีบ ยิ่งสูญเสีย เธอแท้งลูกของฟู่เซิงถึง ๓ ครั้ง

           ดังนั้นพอได้ยินหมอดูทำนาย ว่าให้ทั้งสองหย่าร้าง ทางกฏหมายเพื่อแก้เคล็ด เจินหนีก็ยินยอมด้วยความเต็มใจ แต่ตอนแรกฟู่เซิงไม่ยินยอม เขาไม่เชื่อเรื่องดวง แต่สุดท้ายเขาก็เปลี่ยนใจเมื่อถูกเจินหนีรบเร้า  ทั้งสองไปที่สำนักงานทนายความเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน หลังจากตกลงที่จะแยกกันอยู่เป็นเวลาสองปี ตามคำทำนาย
แต่มนุษย์สามารถหลอกลวงชะตาได้จริง?

           หลังจากหย่าร้างกันอย่างเป็นทางการ เจินหนีจึงเดินทางจากฮ่องกงไปไต้หวัน แล้วไปญี่ปุ่น แต่โชคร้ายที่ฟู่เซิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในฮ่องกงเมื่ออายุเพียง ๒๘  ปี

           ในเย็นวันที่ ๖ กรกฎาคม ๑๙๘๓ ฟู่เซิงและจางเจิ้นเซิงพี่ชายของเขา กำลังเดินทางด้วยรถปอร์เช่สีขาวจากคลับกอล์ฟเคลียร์วอเตอร์เบย์ไปยังสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่เคลียร์วอเตอร์เบย์ จางจ้านเผิงน้องชายของพวกเขาและหวังหยูนักแสดงกำลังขับรถฮอนด้าซีวิคอยู่ข้างหน้า โดยมีฟู่เซิงและพี่ชายขับตามหลังมาติดๆ ขณะเลี้ยวโค้งในเคลียร์วอเตอร์เบย์ รถของฟู่เซิงก็พุ่งชนเนินเขาและพลิกคว่ำอย่างกะทันหัน จางเจิ้นเซิงซึ่งเป็นคนขับได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ในขณะที่ฟู่เซิงซี่โครงหักและได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ศีรษะและหน้าอกจากการกระแทกของอุปกรณ์เสียงในรถ เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกวนตงยูไนเต็ดเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน เนื่องจากอาการกระทบกระเทือนทางสมองอย่างรุนแรงและซี่โครงหักทะลุหัวใจ เขาจึงเสียชีวิตในเช้าตรู่ของวันที่ ๗ กรกฎาคม

           รายงานการเสียชีวิตของฟู่เซิงพิมพ์ด้วยรหัส "AD83" ซึ่งหมายถึง "เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในปี ๑๙๘๓"  (Accident​ ปี​ ๑๙๘๓)  และบังเอิญว่าป้ายทะเบียนรถสปอร์ตที่ประสบอุบัติเหตุก็เป็น "AD83"ราวกับว่าโชคชะตาลิขิตไว้แล้วว่าฟู่เซิงต้องเสียชีวิตในปีนั้นและบนรถคันนั้น

           มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการเสียชีวิตของฟู่เซิง ว่าทำไมพี่ชายเขาถึงเป็นคนขับรถในวันนั้นเพราะปกติ ฟู่เซิงรักรถมากและจะขับรถเองเสมอ คำตอบคือ ใบขับขี่ของฟู่เซิงถูกระงับในวันก่อนเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจางชุนซิง พี่ชายของเขาจึงเป็นผู้ขับขี่แทน และในเวลานั้นกฎหมายฮ่องกงไม่ได้กำหนดให้ผู้โดยสารต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ฟู่เซิงได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังเกิดอุบัติเหตุ

           หลังจากงานศพของฟู่เซิง เจินหนีเสียใจอย่างมาก เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง กินยานอนหลับไปทั้งขวด และพยายามตามเสียงหัวใจของตัวเองไปยังโลกหลังความตายเพื่อไปหาฟู่เซิง ผู้เป็นสามี

           ครอบครัวของเธอพบและช่วยเหลือเธอไว้ พวกเขาอยู่เคียงข้างเธอทั้งวันทั้งคืนเพื่อปกป้องเธอ พวกเขาถึงกับมัดมือและเท้าของเธอไว้ด้วยความกลัวว่าเธออาจจะทำเรื่องโง่ๆ อีก
หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เจินหนีก็ได้สติและตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตให้ดีขึ้น

           แม้ว่าสามีของเธอจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เธอยังสาวและสวย ตอนนั้นเธอมีอายุเพียง ๓๐ ปี มีหนุ่มร่ำรวยมากมายเข้ามาจีบและแสดงความรักต่อเธอ หากเธอตอบรับเพียงแค่ครั้งเดียว เธอก็จะได้แต่งงานกับครอบครัวร่ำรวยและกลายเป็นภรรยาของคนมั่งคั่งได้ทุกเมื่อ แต่เธอกลับปฏิเสธพวกเขาทั้งหมด

           หนึ่งปีต่อมา เธอปรากฏตัวที่ฮ่องกงโคลีเซียมและจัดคอนเสิร์ตอำลา โดยแสดงความคิดถึงสามีของเธอผ่านบทเพลง "เหงาอีกแล้ว"
เธอร้องไห้อย่างหนัก น้ำตาไหลอาบแก้ม หลังจากคอนเสิร์ตจบลงจากนั้นเธอก็ขายบริษัทแผ่นเสียงที่เธอร่วมก่อตั้งกับสามี แล้วเธอก็หายตัวไปอย่างกระทันหัน ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน
สี่ปีต่อมา เธอปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับเทารกหญิง เจิ้น เจียผิง หรือ เมโลดี้

           ในช่วงยุค ๗๐ หลังจากการแต่งงานของทั้งคู่ เนื่องจากฟู่เซิงทราบว่ามีเทคโนโลยีการเก็บสเปิร์มที่ฮ่องกง ด้วยการที่ต้องแสดงฉากบู๊ แอ็คชั่น รวมถึงเจินหนีแท้งลูกของเขาไปแล้วสามครั้ง ฟู่เซิงก็ต้องการป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เขาจึงเก็บสเปิร์มของเขาไว้ที่ธนาคารสเปิร์ม

“ใช่ค่ะพ่อของเมโลดี้คือ พี่ เซิง จริงๆ” เจินหนีกล่าว “ตอนที่เขาจากไปอย่างกะทันหัน ฉันทำใจไม่ได้ และอยากจะตายตามเขาไปด้วย โชคดีที่รอดมาได้ ... ซึ่งฉันก็อยากมีลูกมากๆ ค่ะ โดยเฉพาะลูกสาว โชคดีที่สุดท้ายมันก็กลายเป็นความจริง เพราะ เมโลดี้ นี่แหละที่ทำให้ฉันมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไป” หลังจากฟู่เซิงเสียชีวิต เจินหนีก็กลับมารับงานในวงการบันเทิงพร้อมเลี้ยงดูลูกสาวเพียงลำพัง และเธอก็ไม่ได้แต่งงานใหม่อีกเลย
คำทำนายของหมอดูในวันนั้น กล่าวเพียงว่า
 “หากไม่หย่ากัน จะเกิดหายนะครั้งใหญ่”


           มันฟังดูเหมือนคำเตือนจากสวรรค์ แต่สำหรับเจินหนี มันคือคำพิพากษาที่หัวใจไม่อาจยอมรับเธอเลือกยอม “เสียสถานะภรรยา”เพื่อรักษา “ชีวิตของสามี”
ยอมเซ็นใบหย่า แยกกันอยู่เพื่อหวังจะหลอกลวงโชคชะตา โดยไม่เคยหยุดรักเขาแม้สักวันเดียว แต่สุดท้ายโชคชะตาก็ไม่อาจหลอกลวงได้

           ฟู่เซิงจากไป และคำทำนายก็กลายเป็นจริงในรูปแบบที่โหดร้ายที่สุดอย่างไรก็ตามหายนะที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การตายของเขา แต่อยู่ที่หัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่โลกทั้งใบพังทลายลงพร้อมกับคนรักและเธอก็เกือบเลือกจะ “ตายตามคำทำนาย” ไปด้วย

           สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่าโชคชะตา คือ “การตัดสินใจของเจินหนีหลังจากนั้น”เธอไม่โทษฟ้า ไม่โทษคำทำนาย ไม่โทษใคร เธอเลือกยืนอยู่ในโลกใบเดิม
แต่ใช้หัวใจแบบเดิม  หัวใจที่รักเขาเพียงคนเดียว ทั้งที่เธอมีโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้ง่ายดาย มีชีวิตใหม่ มีครอบครัวใหม่ มีรักใหม่ เธอกลับเลือก “ไม่ใช้สิทธิ์นั้น”เพราะสำหรับเธอ ความรักไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำได้เรื่อย ๆ แต่มันคือคำสาบานทีทำได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต

           คำทำนายอาจบอกว่าเขาจะตาย แต่มันไม่เคยบอกว่า “เธอจะหยุดรัก” และในจุดนี้เอง เจินหนีคือผู้หญิงที่ยืนหยัดที่จะ “ชนะโชคชะตา” เธอยังคงรักเขา และมีลูกสาวกับเขา ในปี ๑๙๘๗ หลังจากเขาจากโลกใบนี้ไป ๔ ปี

           เธออาจจะพ่ายแพ้ต่อความตาย แต่เธอไม่แพ้หัวใจของตัวเอง เธอพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า บางคนไม่ได้มีชีวิตเพื่อหนีโชคชะตา แต่มีชีวิตเพื่อรักษาคำสัญญา และคำสัญญานั้นคือ
“ฉันจะแต่งงานเพียงครั้งเดียว และจะรักเพียงเขาคนเดียวไปตลอดชีวิตนี้”
3
คนบางคนได้หยุดอยู่ตรงจุดที่หัวใจของเรายังรักเขาที่สุดตลอดกาล


         วานนี้มีสหายเพจท่านหนึ่ง ถามข้าพเจ้าว่าทำไม องเหม่ยหลิง ที่เสียชีวิตไปสี่สิบกว่าปีก่อน ยังคงถูกยกย่องให้เป็น อึ้งย้งที่ดีที่สุด ในความทรงจำ
“แม้ว่าข้าจะรักเจ้ามาก แต่ข้าก็ไม่เคยบอกเจ้าเลย เพราะข้ารู้ว่าสิ่่งที่เจ้าไม่ได้มานั้น จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป”

         ข้าพเจ้าจดจำประโยคนี้ได้จากภาพยนตร์ มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ (Ashes of Time (東邪西毒 ๑๙๙๔) ) นั่นคือความรู้สึกถึงสิ่งที่รักแต่มิได้ครอบครอง มันจะเสมือนการ “หยุดเวลาอยู่ตรงจุดที่งดงามที่สุด” ในใจเรา

         สิ่งที่เราได้ครอบครอง ต้องเจอความจริง ต้องเจอวันที่เหนื่อย ต้องเจอวันที่ทะเลาะ ต้องเจอวันที่ความรู้สึกลดลง แต่สิ่งที่เรา “ไม่ได้มา”… มันจะอยู่ในรูปของ ความเป็นไปได้ที่สมบูรณ์แบบตลอดกาล มันจะเป็น คนที่อาจจะเข้าใจเราได้ดีที่สุด ความรักที่อาจจะสวยที่สุดชีวิตอีกเส้นที่อาจจะพาเราไปไกลกว่านี้ งดงามกว่านี้

         แม้มันจะไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ในใจ…มันเกิดขึ้น “อย่างสมบูรณ์แบบ” เลยทำให้บางความทรงจำ สำหรับบางคน บางความรู้สึก ยังคงมีมนต์ขลังเสมอเพราะมันไม่เคยถูกความจริงทำให้หมอง มันจึงเป็น“ดอกไม้ในฤดูที่สวยที่สุด” ในใจของผู้คน

         แม้ในยุคที่ทีวีบีมีทั้ง วังหมิงฉวน จ้าวหย่าจือ หวงซิ่งซิ่ว และ เจิ้งอวี้หลิง ก็ยังยากยิ่งที่จะที่จะระบุว่าใครเป็นนางเอกเบอร์หนึ่ง รวมถึงในตอนนั้นยังมี ทั้งหมีเซียะ หวีอันอัน ที่อยู่กับทางอาร์ทีวีที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กัน แต่จนการปรากฏตัวขององเหม่ยหลิง จากบท อึ้งย้งในมังกรหยกปี ๑๙๘๓ ก็ดันให้เธอเป็นนางเอกอันดับหนึ่งของทีวีบีในยุคนั้นทันที

         ในปีถัดมาองเหม่ยหลิงยังมีผลงาน เทพอาจารย์จอมอิทธิฤทธิ์ (天師執位) ซึ่งทำเรตติ้งสูงเป็นอันดับสามละครโทรทัศน์ที่มีเรตติ้งสูงสุดตลอดกาลของฮ่องกง รองจากมังกรหยกที่เธอและหวงเย่อหัวแสดง และมังกรหยกภาคสองที่ หลิวเต๋อหัว เฉินอวี้เหลียนแสดง

         เทพอาจารย์จอมอิทธิฤทธิ์ (天師執位) เป็นละครที่คนฮ่องกงรักมากที่สุด วัดได้จากการ รีรันฉายถึง ๑๐ ครั้ง นับว่าเป็นละครโทรทัศน์ที่มีการรีรันมากที่สุดในฮ่องกง ซ้ำ ปีที่แล้ว (๒๐๒๒) ทางทีวีบี ได้ทำการเปิดตัวกิจกรรมให้ผู้ชมโหวตละครดังในอดีตในหัวข้อ "ละครที่ฉันเลือก,ละครที่ฉันอยากดู" ("I Pick, I Want to Watch") เทพอาจารย์จอมอิทธิฤทธิ์ ได้ชนะผลโหวตด้วยคะแนน ๒๙.๘ เปอร์เซ็นต์ และทำให้องเหม่ยหลิงเป็นนางเอกคนเดียวที่สามารถทำเรตติ้งละครที่เธอแสดงสูงถึง ๖๐ จุด ถึง ๒ เรื่อง และไม่มีนางเอกคนไหนทำได้อีกเลย
“หากองเหม่ยหลิงบอกตัวเองเป็นที่สอง ย่อมไม่มีใครกล้าบอกว่าตนเองเป็นที่หนึ่ง”

         เป็นความนัยที่รู้กันอย่างดี ของคนฮ่องกงในยุคนั้น เหล่าดารานักแสดงต่างก็ต้องยอมรับความสำเร็จขององเหม่ยหลิง
ในยุคนั้นทางทีวีบีมักจะให้ องเหม่ยหลิงประกบกับพระเอกในกลุ่มห้าพยัคฆ์ทีวีบี ทั้ง หวงเย่อหัว ทังเจิ้นเยี่ย เหมียวเฉียวเหว่ย และ เหลียงเฉาเหว่ย  มีเพียงคนเดียวที่ไม่เคยมีผลงานแสดงกับองเหม่ยหลิงเลย คือ หลิวเต๋อหัว เพราะ ตอนนั้นหลิวเต๋อหัวถูกแช่เย็นอยู่ จากการไม่ต่อสัญญาห้าปี แต่กระนั้นหลิวเต๋อหัวเองก็เคยถูกวางตัวให้รับบทเล็กเสี่ยวหงส์ โดยจะให้องเหม่ยหลิงเป็นนางเอก

         ในเดือนพฤษภาคม  ปี  ๑๙๘๕  องเหม่ยหลิงเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อแสดงโชว์ร้องเพลง  หลังจากการแสดงองเหม่ยหลิงไม่ได้กลับไปที่โรงแรม แต่ไปที่วัดแห่งหนึ่งในสิงคโปร์โดยตรง ซึ่งได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และวัดแห่งนี้ถือเป็นจุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดของการเดินทางครั้งนี้

         อย่างที่ทราบกันดีว่า องเหม่ยหลิง เชื่อในศาสตร์แห่งตัวเลขและศาสตร์ลึกลับตลอดชีวิตของเธอ และได้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่ออ่านโหงวเฮ้งและดูลายมือของเธอมากกว่าหนึ่งครั้ง
เมื่อมาถึงวัดแล้ว เธอจึงจับเซียมซีตามคำแนะนำของพระ เมื่อไม้ไผ่ตกลงบนโต๊ะ พระชราก็ตกใจ เมื่อเห็นท่าทางผิดปกติของพระชรา องเหม่ยหลิง ก็รีบตีความการจับฉลากของเธอ คำพูดของพระชราทำให้องเหม่ยหลิง รู้สึกเย็นวาบที่หลัง

         เหตุผลที่พระภิกษุชรามีปฏิกิริยาตกใจมากนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพราะแทบไม่มีใครจะเจอเคราะห์ร้ายกระบอกเซียมซีนี้เลย เพราะกระบอกไม้ไผ่มีดวงชะตาเคราะห์ร้ายน้อยมาก อาจจะเพียงหนึ่งหรือสองเท่านั้น พระภิกษุหยิบกระบอกไม้ไผ่ขึ้นมาแล้วเห็นว่ามีคำทำนายว่า: ไม่มีเรืออยู่ในทะเลแห่งความรัก และโชคชะตาจะสิ้นสุดลงที่อายุสิบแปด
องเหม่ยหลิง รีบถามว่าคำทำนายนี้หมายถึงอะไร และมีวิธีแก้ไขหรือไม่

         พระภิกษุรู้สึกหมดหนทาง และได้แต่ขมวดคิ้วและกล่าวว่า “เมื่ออายุ ๒๗ ปี คุณจะเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่แตกต่างออกไป”
ต่อมามีคนมาอธิบายว่านี่คือลางร้ายอย่างยิ่ง และ “ความสัมพันธ์สิ้นสุดลงเมื่ออายุ ๑๘ ” หมายความว่าความสัมพันธ์ของเธอกับทังเจิ้นเยี่ยสิ้นสุดลงหลังจากผ่านไป ๑๘ เดือน
อย่างที่เราท่านทราบดีว่า ชีวิตขององเหม่ยหลิงมิอาจผ่านพ้นไปถึงปีที่ ๒๗

         หลังจากที่องเหม่ยหลิงเสียชีวิต สื่อต่างๆ ได้สัมภาษณ์ศิลปินชื่อดังหลายคนเกี่ยวกับความคิดเห็นของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายและไม่คุ้มที่จะฆ่าตัวตายเพื่อความรัก หนึ่งในนั้นคือ เลสลี่ จาง นักร้องดังที่เคยสอนองเหม่ยหลิงเล่นเปียโน

         ในตอนนั้น เลสลี่ จาง ให้คำตอบไว้ว่า “การคาดเดาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของเธอ(องเหม่ยหลิง)นั้นเป็นเรื่องยาก นอกจากนี้ ผมยังเป็นคนอ่อนไหวง่ายอีกด้วย หากผมไม่สามารถหาคำตอบได้ในช่วงเวลานั้น ผมก็อาจจะทำแบบเดียวกันกับเธอ”

         อีก ๑๘ ปีให้หลัง เจ้านกไร้ขาที่ยังคงหาคำตอบไม่ได้ว่าเขาเป็นโรคอะไรได้ทิ้งร่างลอยละลิ่วลงสู่พื้นดิน สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิโบยโบกอีกครา บางคนไม่ได้เกิดมาเพื่อ “อยู่กับเราอย่างยาวนาน” แต่เกิดมาเพื่อ “อยู่ในใจเราอย่างเนิ่นนาน” เลสลี่  จาง ก็เช่นกัน องเหม่ยหลิงก็เช่นกัน องเหม่ยหลิงไม่ใช่เพียงนางเอกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีวีบี

         เธอคือ ความเป็นไปได้ที่งดงามที่สุด คือคนรักที่ไม่ทันได้ใช้ชีวิตจนแก่ คือบทบาทที่ไม่ทันได้แสดงซ้ำจนความรู้สึกจาง คืออึ้งย้งที่ไม่ทันจะได้แก่ตัว และไม่ทันได้เดินทางร่วมกันกับกาลเวลาไปพร้อมกับเรา

         เธอหยุดตนเองอยู่ตรงวัยที่สวยที่สุด ตรงความฝันที่ยังไม่เคยถูกโลกจริงแตะต้อง และเพราะเธอ “จากไปก่อนที่คืนวันจะมาถึง”

         เธอจึงไม่เคยถูกความจริงทำให้หมอง ไม่เคยถูกชีวิตทำให้สึก ไม่เคยถูกเวลาเจรจาต่อรอง เธอจึงยังคงเป็น อึ้งย้งที่ดีที่สุด ในแบบที่ไม่มีใคร “ทำได้ดีกว่า”
เพราะไม่มีใคร “หยุดได้ตรงจุดนั้นอีกแล้ว”

         บางความทรงจำไม่ได้น่าประทับใจเพราะยืนยาว แต่น่าจดจำเพราะมัน ไม่เคยแก่ไปพร้อมกับเรา และบางคน… ไม่ได้เป็นอมตะเพราะเขาไม่ตาย แต่เป็นอมตะ เพราะเขาหยุดอยู่ตรงจุดที่หัวใจของเรายังรักเขาที่สุดตลอดกาล

4
มิตรภาพที่ไม่อาจถูกตัดขาดด้วยโชคชะตา


          ปลายเดือนมกราคม  ๒๐๐๘ พายุลูกใหญ่พัดกระหน่ำวงการบันเทิงฮ่องกงอย่างไม่ทันตั้งตัว “เรื่องอื้อฉาวภาพถ่าย” ไม่เพียงทำลายภาพลักษณ์ของศิลปินหลายคน แต่ยังฉีกทำลายภาพลักษณ์วงดูโอ้เกิร์ลที่โด่งดังที่สุดในฮ่องกง  “ Twins ” แห่งค่าย Emperor Entertainment ให้แหลกสลายต่อหน้าสาธารณชน

          ในห้วงเวลาที่ทุกอย่างกำลังพังทลาย อัลเบิร์ต หยาง ผู้บริหารสูงสุดของค่าย พยายามคว้าทุกความหวังที่ยังหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารเชิงธุรกิจหรือแม้แต่การพึ่งพาความเชื่อ เขาพาอาเจียว (อากิล) และอาซา ไปขอพรจาก อาจารย์กิมน้ำ “ราชาแห่งมังกรขาว” ที่ประเทศไทยในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๐๐๘ 

          อาเจียวได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นๆ ที่มาขอความช่วยเหลืออย่างเห็นได้ชัด ระหว่างการขอพร พระมังกรขาวได้ตัดผมของเธอไปประมาณ ๕ เซนติเมตร ใส่ในถุงพลาสติกใส และท่องคาถาเหนือถุงนั้น ดูเหมือนจะเป็นพิธีกรรมเพื่อปัดเป่าความโชคร้าย อย่างไรก็ตาม

"แม้แต่เทพเจ้าก็ไม่อาจช่วยคนโชคร้ายได้ และเซียนวิเศษก็ไม่อาจช่วยคนไร้ชะตาได้" หลังจากพักผ่อนสักครู่ อาจารย์กิมน้ำก็ออกมาบอกกับ อัลเบิร์ต หยาง
“เจ้านายไม่เป็นไร แต่ศิลปินกำลังมีปัญหา”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อัลเบิร์ต หยางจึง "ยุบวง" ทวินส์ทันที อาเจียว และ อาซา ถูก
“แยกออกจากกัน” เพื่อประคองความเสียหายของอุตสาหกรรมบันเทิงที่โหดร้ายเกินกว่าจะรอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น

          ในช่วงต้นปี ๒๐๐๘ พายุพัดมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ที่เขี่ยบุหรี่ในสำนักงานของอัลเบิร์ต หยาง กองสูงขึ้นราวกับภูเขาลูกเล็กๆการขาดทุนทางการเงิน ราคาหุ้นที่ร่วงหล่น และการตั้งคำถามอย่างไม่หยุดหย่อนจากผู้ถือหุ้น เปรียบเสมือนสัญญาณแห่งความล่มสลาย ในฐานะนักธุรกิจที่คุ้นเคยกับการฝ่าฟันพายุมามากมาย เขากลับต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งกว่าเดิม
คำทำนายของอาจารย์กิมน้ำเหมือนค้อนขนาดใหญ่ที่กระแทกเข้าที่หน้า อัลเบิร์ต หยาง จนต้องกลั้นหายใจ และท้ายที่สุดนำไปสู่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ต้องเสียค่าปรับฐานผิดสัญญาหลายล้าน กับสัญญาพรีเซนเตอร์และงานของวงทวินส์ ที่มีข้ามปี

          แทนที่จะยึดติดกับภาพลักษณ์ "บริสุทธิ์และไร้เดียงสา" ที่แตกสลายไปแล้ว การยุบวงทวินส์นี้ชั่วคราวน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นี่ไม่ใช่แค่ความเชื่อโชคลาง แต่ยังเป็นมาตรการบรรเทาความเสียหายทางธุรกิจที่ทันท่วงทีอีกด้วย

          หลังจากอาเจียววัย ๒๐ ปีกับอาซาวัย ๑๙ ปี เซ็นสัญญาเข้าเป็นศิลปินในสังกัด EEG ทั้งคู่เข้ารับการฝึกอบรมต่างๆ จนกลายเป็นเพื่อนกัน กระทั่งแมนี่ ผู้จัดการเห็นแววจึงผลักดันให้พวกเธอรวมตัวกันเป็นศิลปินคู่ภายใต้ชื่อวง Twins โดยเริ่มเปิดตัวครั้งแรกกับ EP (อัลบั้มเพลงที่ยังไม่ใช่อัลบั้มเต็ม) ชุด Twins  ชื่อเดียวกับวงในปี ๒๐๐๑ พร้อมกับภาพลักษณ์สาวน้อยร่าเริงสดใส ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ทำลายข้อครหาที่ว่า “นักร้องวงหญิงของฮ่องกงดังยาก” ลง ทำให้ EEG เดินเครื่องเต็มสูบดันพวกเธอให้ออกอัลบั้มเพลงกวางตุ้งฉบับเต็มชุดแรกชื่อว่า อ้ายฉิงตังรู่จุน (爱情当入樽)

          หลังจากเปิดตัวเพียงแค่ปีเดียว พวกเธอก็มีโอกาสเปิดการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกที่ฮ่องกง โคลิเซี่ยม ซึ่งเป็นสุดยอดสถานที่จัดการแสดงของซูเปอร์สตาร์ทั่วฟ้าฮ่องกง โดยอาซาในขณะนั้นกลายเป็นนักร้องหญิงอายุน้อยสุดที่ได้แสดงคอนเสิร์ตที่นี่

          นับแต่ปี ๒๐๐๑ ทั้งสองแทบจะไม่ได้ห่างกันแม้แต่วันเดียว จนกระทั่ง มีการประกาศยุบวงในปี ๒๐๐๘  จากวันนั้นเป็นต้นมา เส้นทางของทั้งสองดูเหมือนจะเดินห่างกันอย่างสิ้นเชิง

          อาซา ถูกผลักดันให้ยืนเดี่ยวภายใต้แสงสปอตไลท์ เธอแสดงภาพยนตร์ รับรางวัล ตอบคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกี่ยวกับ “อีกครึ่งหนึ่ง” ของเธอด้วยรอยยิ้มที่เป็นมืออาชีพ พร้อมประโยคเรียบง่ายว่า

“เรายังคุยโทรศัพท์กันบ่อยๆ”

          ในขณะที่โลกของอาเจียว หดเล็กลงเหลือเพียงอพาร์ตเมนต์ที่ปิดม่านสนิท ข่าว “ภาพลักษณ์พังทลาย” ดังยิ่งกว่าเสียงเรียกใดๆ จากภายนอก เธอเรียนรู้บทเรียนอันโหดร้ายของวงการที่เธอเข้าสู่วัยเพียง ๑๕ ปีจากงานถ่ายแบบ วงการนี้ขายภาพลักษณ์ และเมื่อภาพนั้นแตกสลาย ผู้คนก็พร้อมจะหันหลังให้ทันที

          เธอเลือกถอยออกไป ใช้ชีวิตอย่างเงียบงัน ไปเรียนต่อ ทำงานอาสาสมัคร พยายามเยียวยาช่องว่างของชีวิตที่ถูกหยุดไว้ด้วยแรงของโชคชะตา
วันที่อาเจียวรู้สึกยอมแพ้ต่อโชคชะตา มีเพียงอาซาเพื่อนสนิทที่ไม่ยินยอมให้เธอยอมแพ้ และทั้งสองก็คงเป็น Twins

          อาซาจูงมืออาเจียวไปหาเจ้านาย อัลเบิร์ต หยาง  ขอให้ทั้งสองได้พบกับอาจารย์กิมน้ำอีกครั้ง ช่วงเวลานั้น อัลเบิร์ต หยาง เชิญอาจารย์กิมน้ำ ไปฮ่องกงเพื่อประเมินฮวงจุ้ยของโรงแรมแห่งหนึ่งในเครือ Emperor Entertainment Group

          ในเวลานั้นอาซาพาอาเจียวขอเข้าพบเอาจารย์กิมน้ำ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับการกลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ท่านปฏิเสธที่จะพบ โดยอ้างว่า "ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม"
ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา อาเจียวได้เดินทางไปประเทศไทยพร้อมกับอัลเบิร์ต หยาง และอาซา เพื่อพบกับอาจารย์กิมน้ำอีกครั้ง ซึ่งท่านได้แนะนำว่าอาชีพการงานของอาเจียวไม่น่าจะดีขึ้นได้
จนกระทั่งต้นปี ๒๐๐๙  อาจารย์กิมน้ำได้บอกกับ อัลเบิร์ต หยาง  ว่าได้เวลาที่อาเจียวจะกลับมาได้แล้ว พร้อมบอกกับอาเจียวว่า
“การกลับมาไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่คุณต้องทำมันด้วยตัวเอง”

          อาเจียวกลับมารับงานในวงการอีกครั้งในวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๐๑๐ โดยเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของTOUGHแบรนด์ในเครือ Bauhaus ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเริ่มมารับงานแสดงเพียงลำพังที่จีนแผ่นดินใหญ่

          ในวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๐๑๑ วง Twins กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นการฉลองครบรอบ ๑๐ ปี ในเดือนพฤษภาคม  วง Twins จัดงาน "Twins3650 10th Anniversary Celebration" ในเซินเจิ้นเพื่อโปรโมตการฉลองครบรอบ ๑๐ ปี ในเดือนกรกฎาคม

          หญิงสาวสองคนยืนเคียงข้างกันอีกหน เสียงของอาเจียวทในเพลง Next Stop, Superstar สั่นไหวเพียงเล็กน้อย

          หลังเวที อาเจียวหยิบปอยผมที่เคยถูกตัดในประเทศไทยขึ้นมา เธอกระซิบกับอาซา ว่าเธออยากเก็บมันไว้ เพื่อจะได้จำได้ว่า วันนั้นเธอตัดอะไรทิ้งไปบ้าง บางที สิ่งที่ถูกตัดขาดอาจไม่ใช่โชคร้าย แต่อาจเป็นความไร้เดียงสาในวัยเยาว์หรือภาพฝันที่สร้างขึ้นเพื่อการตลาด แต่สิ่งที่ไม่สามารถตัดขาดได้เลย ก็คือความรักและมิตรภาพของอาเจียวและอาซา

          ทุกวันนี้อาซาและอาเจียวยังคงจับมือมีงานคอนเสิร์ตและงานแสดงร่วมกัน แม้เวลาจะผันผ่านไปยี่สิบกว่าปีแล้ว A girl can survive without a boyfriend, but she can't survive without a best friend.

          ผู้หญิงเราสามารถอยู่ได้โดยที่ไม่มีแฟน แต่ไม่สามารถอยู่ได้ถ้าไม่มีเพื่อนที่ดีที่สุด มีคำกล่าวว่า หากชีวิตคือหนังเรื่องหนึ่ง เพื่อนคือตอนที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนั้น สำหรับอาเจียวและอาซาก็เช่นกัน
5

• ชื่อไทย : แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ
• ปีที่เปิดตัว : 2568
• เข้าฉายในไทย : 22 มกราคม 2569
• นำแสดง : Vahid Mobasseri, Mariam Afshari, Ebrahim Azizi
• กำกับโดย : Jafar Panahi
• เขียนโดย : Jafar Panahi
• ประเภท : Crime / Drama / Mystery / Thriller
• ความยาว : 103 นาที
• เรต : PG-13
• สร้างโดย : Iran / France / Luxembourg / United States
• จำหน่ายโดย : Mongkol Major มงคล เมเจอร์


เรื่องย่อ It Was Just An Accident แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ

           จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับชื่อดังชาวอิหร่าน กลับมาพร้อมผลงานใหม่  ซึ่งทำให้เขาคว้าปาล์มทอง - รางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี เข้าชิง 4 รางวัลลูกโลกทองคำ หนังเล่าเรื่องของอดีตนักโทษกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญเจอคนที่สงสัยว่าเป็นผู้คุมที่เคยซ้อมทรมานพวกเขาสมัยถูกขังในเรือนจำ พวกเขาจึงตั้งใจเอาตัวชายคนดังกล่าวไปล้างแค้น แต่เหตุการณ์ค่อยๆ บานปลายขึ้นทีละน้อย และนำไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึง

           IT was just an Accident ได้รับเสียงชื่นชมว่า ผสมผสานความเป็นตลกร้ายและสถานการณ์ระทึกขวัญได้อย่างลงตัว พร้อมๆ กับการวิพากษ์ไปถึงรากเหง้าของปัญหาสังคมของอิหร่าน


ตัวอย่างหนัง It Was Just An Accident


It Was Just an Accident แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ - Official Trailer [ตัวอย่างซับไทย]



ภาพนิ่ง โปสเตอร์ It Was Just an Accident (2025)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์













6

• ชื่อไทย : 90 นาทีสั่งตาย
• ปีที่เปิดตัว : 2569
• เข้าฉายในไทย : 22 มกราคม 2569
• นำแสดง : Chris Pratt, Rebecca Ferguson, Annabelle Wallis
• กำกับโดย :  Timur Bekmambetov
• เขียนโดย : Marco van Belle
• ประเภท : Action / Crime / Drama / Mystery / Sci-Fi / Thriller
• ความยาว : 100 นาที
• เรต : PG-13
• สร้างโดย : USA
• จำหน่ายโดย : Sony Pictures Thailand



เรื่องย่อ MERCY 90 นาทีสั่งตาย

           คุณจะทำยังไงถ้ามีเวลาแค่ 90 นาทีพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ก่อน AI สั่งประหาร ? MERCY 90 นาทีสั่งตาย หนังแอ็คชั่นไซไฟระทึกขวัญจาก คริส แพรตต์ และ รีเบคก้า เฟอร์กูสัน มาลุ้นกันในโรง มกราคม 2026


           จะเป็นยังไง...ถ้าระบบศาลในอนาคตไม่ได้มี “ผู้พิพากษามนุษย์” อีกต่อไป แต่กลายเป็น “AI” ที่สามารถตัดสินชีวิตคุณได้ในพริบตาเดียว ! นี่คือพล็อตสุดระทึกของ MERCY 90 นาทีสั่งตาย หนังแอ็คชั่น–ไซไฟฟอร์มเดือดจากค่าย Amazon MGM Studios ผลงานกำกับโดย ทิมูร์ เบกแมมเบตอฟ (จาก Wanted) นำแสดงโดย คริส แพรตต์ (Chris Pratt) และ รีเบคก้า เฟอร์กูสัน (Rebecca Ferguson) ที่พร้อมระเบิดความมันส์และความระทึกในเดือนมกราคม 2026 นี้


ในอนาคตอันใกล้ นักสืบเรเวน (คริส แพรตต์) ต้องตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมภรรยาของตนเอง เขามีเวลาเพียง 90 นาที ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ต่อหน้าผู้พิพากษาเอไอ แมดด็อกซ์ (รีเบกกา เฟอร์กูสัน) ที่เขาเคยเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง ก่อนที่เธอจะตัดสินชะตาชีวิตของเขา








          MERCY 90 นาทีสั่งตาย จะพาเราไปสู่โลกอนาคตอันใกล้ในปี 2029 ที่ลอสแอนเจลิส เมื่ออัตราอาชญากรรมรุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดโครงการยุติธรรมใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงเข้ามารับหน้าที่เป็นทั้งผู้พิพากษา คณะลูกขุน และเพชฌฆาต โดยมีชื่อเรียกว่า ผู้พิพากษาแมดด็อกซ์ (รับบทโดย รีเบคกา เฟอร์กูสัน)

         เรื่องราวสุดระทึกเริ่มต้นขึ้นเมื่อ คริส เรเวน (รับบทโดย คริส แพรตต์) อดีตนักสืบ LAPD ผู้ซึ่งเคยสนับสนุนระบบ AI นี้ กลับต้องตกเป็นจำเลยและถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมภรรยาของตัวเอง เขาตื่นขึ้นมาในห้องพิจารณาคดี ถูกมัดติดกับเก้าอี้ประหาร และได้รับโอกาสสุดท้ายในการต่อสู้กับ ผู้พิพากษา AI โดยมีเวลาจำกัดเพียง 90 นาที เพื่อรวบรวมหลักฐานดิจิทัลที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเก่าๆ ในคลาวด์ โพสต์โซเชียล หรือแม้แต่กล้องวงจรปิด มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง




          MERCY 90 นาทีสั่งตาย ได้ผู้กำกับสายแอ็คชั่นที่ไม่ธรรมดาอย่าง ทิมูร์ เบคแมมเบทอฟ (Timur Bekmambetov) ผู้ที่เคยฝากผลงานสุดมันส์และมีสไตล์มาแล้วใน Wanted (2008) และ Abraham Lincoln: Vampire Hunter (2012) มารับหน้าที่ควบคุมความเดือด ซึ่งเขายืนยันว่าหนังเรื่องนี้จะดำเนินเรื่องแบบ "Real Time" ตลอด 90 นาที เพื่อสร้างความตื่นเต้นกดดันแบบไม่ให้ผู้ชมได้พักหายใจ แถมยังได้นักแสดงขวัญใจมหาชนอย่าง คริส แพรตต์ ได้พลิกบทบาทครั้งสำคัญในหนังเรื่องนี้ จากบทบาทฮีโร่สายกวนที่คุ้นเคย มาเป็นตัวละครที่มืดมนและเปราะบางมากขึ้น ซึ่งแพรตต์เผยว่าเขาต้องถูกมัดติดกับเก้าอี้ประหารเกือบตลอดการถ่ายทำยาวหลายสิบนาที (Long Take) เพื่อสัมผัสถึงความรู้สึกถูกจำกัดและ ความกลัวที่แคบตามธรรมชาติ จริง ๆ ซึ่งน่าจะช่วยเสริมให้การแสดงออกมาสมจริงและเข้มข้นถึงขีดสุด นอกจากนี้ยังมี คาลี ไรส์ มารับบทคู่หูที่คอยช่วยเหลือ และ รีเบคกา เฟอร์กูสัน ที่รับบทเป็น AI ผู้พิพากษาได้อย่างชาญฉลาดและไร้ความเมตตา

          นอกจากนี้ MERCY 90 นาทีสั่งตาย ยังใช้เทคนิคการถ่ายทำสุดล้ำที่ผสานโลกจริงกับโลกดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน เพื่อให้สอดคล้องกับพล็อตเรื่องที่หลักฐานทั้งหมดมาจากโลกออนไลน์และอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ผู้กำกับได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตเสมือนจริง (Volume Stage) และแม้กระทั่งการใช้ หุ่นยนต์สุนัข (Robot Dog) เป็นตากล้องในฉากฝูงชน ซึ่งเป็นการผลักดันขีดจำกัดของการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างแท้จริง และเพื่อให้ได้ประสบการณ์สุดดื่มด่ำ ทีมผู้สร้างยังแนะนำให้รับชมในระบบ IMAX เพื่อสัมผัสถึงหน้าจอและโฮโลแกรมที่พุ่งออกมาจากจอภาพยนตร์








          MERCY 90 นาทีสั่งตาย ไม่ได้มีแค่ฉากแอ็คชั่นสุดเดือดหรือการแข่งกับเวลาที่บีบหัวใจเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญกับเราในฐานะผู้ชมเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในอนาคต “AI จะเป็นมิตร เป็นศัตรู หรือเป็นเพียงเครื่องมือที่ไร้ความรู้สึกในการตัดสินชีวิตมนุษย์ ?” หนังเรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในเดือน มกราคม 2026 เตรียมตัวไปชมความระทึกขวัญและร่วมลุ้นเอาชีวิตรอดไปพร้อมกับ คริส แพรตต์ ให้ได้นะ



ตัวอย่างหนัง MERCY 90 นาทีสั่งตาย


ตัวอย่างภาพยนตร์ Mercy [Official - Thai Sub]


ตัวอย่างภาพยนตร์ MERCY - 90 นาทีสั่งตาย [Official - ซับไทย]


Mercy | ถ้าคุณตื่นขึ้นมาอยู่บนเก้าอี้ในศาล ที่มี AI เป็นตุลาการล่ะ?


Mercy | สัมผัสงานภาพระดับควอนตัมคอมพิวเตอร์


Mercy | เมื่อ AI คือตุลาการที่ตัดสินถูกผิด!


Mercy | การไขปริศนา เพื่อต่อสู้กับตุลาการ AI


Mercy | เตรียมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต่อหน้าผู้พิพากษา AI



ภาพนิ่ง โปสเตอร์ Mercy (2026)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์


















7

• ชื่อไทย : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ
• ปีที่เปิดตัว : 2569
• เข้าฉายในไทย : 15 มกราคม 2569
• นำแสดง : Gerard Butler, Morena Baccarin, Roman Griffin Davis
• กำกับโดย : Ric Roman Waugh
• เขียนโดย : Mitchell LaFortune, Chris Sparling
• ประเภท : PG-13
• ความยาว : 98 นาที
• เรต : PG-13
• สร้างโดย : USA
• จำหน่ายโดย : เอ็ม พิคเจอร์ส M Studio


เรื่องย่อ Greenland 2: Migration ฝ่าชะตา โลกาวินาศ

          Greenland 2: Migration ภาคต่อหนังหายนะสุดมันส์ นำโดย Gerard Butler และ Morena Baccarin ครอบครัว Garrity ต้องอพยพจากบังเกอร์กรีนแลนด์ สู่โลกพังทลายหลังอุกกาบาตชน 5 ปี

          ถ้าคุณยังจำความระทึกตอนอุกกาบาต "Clarke" ถล่มโลกใน Greenland ภาคแรกในปี 2020 ได้ เตรียมวอร์มร่างกายให้พร้อม เพราะปี 2026 นี้ ครอบครัว Garrity กลับมาให้ลุ้นตัวโก่งกันอีกแล้วกับหนังวันสิ้นโลกภาคต่อที่หลายคนรอคอยอย่าง Greenland 2: Migration กรีนแลนด์ 2: ฝ่าชะตา โลกาวินาศ เมื่อการหลบภัยไม่ใช่คำตอบสุดท้าย และทุกการตัดสินใจ อาจหมายถึงชีวิตของทั้งครอบครัว

          เรื่องราว 5 ปีให้หลัง จากเหตุการณ์ที่ดาวหางพุ่งชนทำลายล้างโลก ครอบครัวการ์ริตี้ที่รอดชีวิตจากหายนะในภาคแรก ต้องออกจากที่หลบภัยในกรีนแลนด์หลังจากพบว่ามันไม่ปลอดภัยแล้ว พวกเขาต้องเดินทางข้ามยุโรปที่พังทลายเพื่อหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ท่ามกลางภัยพิบัติธรรมชาติ พายุ สึนามิ อุกกาบาตตกซ้ำ และอันตรายจากมนุษย์ด้วยกันเอง เดิมพันสูงขึ้นเมื่อการเดินทางครั้งนี้คือความหวังสุดท้ายของมนุษย์








          เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากผ่านไป 5 ปี ตั้งแต่อุกกาบาตยักษ์ชื่อ "คลาร์ก" พุ่งชนและทำลายล้างโลกเกือบทั้งใบ ครอบครัวการ์ริตี้ที่รอดชีวิตมาได้และหลบภัยอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินที่กรีนแลนด์ ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ที่หลบภัยแห่งนี้อาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

          พวกเขาจึงตัดสินใจออกเดินทางข้ามดินแดนรกร้างของยุโรป เพื่อค้นหาบ้านและถิ่นฐานใหม่ที่จะปลอดภัยกว่าเดิมซึ่งอาจเป็นความหวังสุดท้ายของมนุษย์

          แต่การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็น ภูมิอากาศสุดขั้ว ภัยพิบัติธรรมชาติที่พุ่งเข้ามาไม่หยุด พายุอุกกาบาต คลื่นยักษ์สึนามิ และที่น่ากลัวที่สุดคือ การเผชิญหน้ากับมนุษย์ด้วยกันเองในโลกที่ทรัพยากรแทบไม่เหลือ

          ทุกการตัดสินใจของพวกเขาในภาคนี้ = ชีวิตของทั้งครอบครัว เดิมพันสูงขึ้น ความหวังก็ยิ่งน้อยลง








นักแสดงและทีมงาน

นักแสดงนำ


Gerard Butler กลับมารับบท John Garrity พ่อบ้านที่ต้องปกป้องครอบครัว
Morena Baccarin (จากแฟรนไชส์ Deadpool) รับบท Allison Garrity ภรรยาที่เข้มแข็ง
Roman Griffin Davis (จาก Jojo Rabbit) รับบทลูกชายของครอบครัวการ์ริตี้


ทีมงาน

• ผู้กำกับ: Ric Roman Waugh (จาก Greenland ภาคแรก, Angel Has Fallen, Kandahar)
• บทภาพยนตร์: Mitchell LaFortune และ Chris Sparling

          ซึ่งทีมนี้เคยทำงานร่วมกันในภาคแรกมาแล้ว และหลายเรื่องของ Gerard Butler ที่มันส์ไม่แพ้กัน มั่นใจได้เลยว่าภาค Migration จะได้ฟอร์มแน่นอน

          Greenland 2: Migration วางกำหนดฉายในไทยวันที่ 15 มกราคม 2026 นี้ เตรียมจองตั๋วไปพิสูจน์กันได้ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ใครที่เป็นแฟนหนังหายนะ หรือติ่งป๋าเจอราร์ด บัตเลอร์ บอกเลยว่านี่คือลิสต์หนัง "ต้องดู" ของปีค่ะ !



ตัวอย่าง Greenland 2: Migration กรีนแลนด์ 2: ฝ่าชะตา โลกาวินาศ


Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ - Official Trailer [ซับไทย]


Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ - Official Trailer [พากย์ไทย]


Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ


Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ - นาทีชีวิตหลังอุกกาบาตพุ่งชนโลก


FILM CLIP รีบกลับบังเกอร์ด่วน! โลกหลังวันสิ้นหวัง | Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ


จากจุดเริ่มต้นในภาค 1 สู่จุดจบในภาค 2 ของ Greenland | Greenland 2 : ฝ่าชะตา โลกาวินาศ


เสียงยืนยันจากผู้ชมทั่วโลก ว่าภาคนี้ “เข้มกว่า เดือดกว่า และระทึกกว่าเดิม


รู้ไว้ก่อนดู GREENLAND 2 ฝ่าชะตา..โลกาวินาศ "Gerard Butler vs. วันสิ้นโลก!" | JUSTดูIT.



ภาพนิ่ง โปสเตอร์ Greenland 2: Migration (2026)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์




























8

• ชื่อไทย : แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ
• ปีที่เปิดตัว : 2568
• เข้าฉายในไทย : 22 มกราคม 2569
• นำแสดง : Vahid Mobasseri, Mariam Afshari, Ebrahim Azizi
• กำกับโดย : Jafar Panahi
• เขียนโดย : Jafar Panahi
• ประเภท : Crime / Drama / Mystery / Thriller
• ความยาว  :103 นาที
• เรต : PG-13
• สร้างโดย : Iran / France / Luxembourg / United States
• จำหน่ายโดย : Mongkol Major มงคล เมเจอร์


เรื่องย่อ It Was Just An Accident แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ

             อดีตนักโทษกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญเจอคนที่สงสัยว่าเป็นผู้คุมที่เคยซ้อมทรมานพวกเขาเพราะเห็นต่างทางการเมือง พวกเขาจึงตั้งใจเอาตัวชายคนดังกล่าวไปล้างแค้น แต่เหตุการณ์ค่อยๆ บานปลายขึ้นทีละน้อย และนำไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึง

             จาฟาร์ ปานาฮี ผู้กำกับชื่อดังชาวอิหร่าน กลับมาพร้อมผลงานใหม่  ซึ่งทำให้เขาคว้าปาล์มทอง - รางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี เข้าชิง 4 รางวัลลูกโลกทองคำ หนังเล่าเรื่องของอดีตนักโทษกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญเจอคนที่สงสัยว่าเป็นผู้คุมที่เคยซ้อมทรมานพวกเขาสมัยถูกขังในเรือนจำ พวกเขาจึงตั้งใจเอาตัวชายคนดังกล่าวไปล้างแค้น แต่เหตุการณ์ค่อยๆ บานปลายขึ้นทีละน้อย และนำไปสู่บทสรุปที่คาดไม่ถึง

             IT was just an Accident ได้รับเสียงชื่นชมว่า ผสมผสานความเป็นตลกร้ายและสถานการณ์ระทึกขวัญได้อย่างลงตัว พร้อมๆ กับการวิพากษ์ไปถึงรากเหง้าของปัญหาสังคมของอิหร่าน


ตัวอย่างหนัง It Was Just An Accident


It Was Just an Accident แค้นนี้แค่อุบัติเหตุ - Official Trailer [ตัวอย่างซับไทย]





ภาพนิ่ง โปสเตอร์ It Was Just an Accident (2025)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์















9

• ชื่อไทย : ครอบครัวให้เช่า
• ปีที่เปิดตัว : 2568
• เข้าฉายในไทย : 8 มกราคม 2569
• นำแสดง : Brendan Fraser, Takehiro Hira, Mari Yamamoto
• กำกับโดย : Hikari
• เขียนโดย : Hikari, Stephen Blahut
• ประเภท : Comedy / Drama
• ความยาว : 110 นาที
• เรต : PG-13
• สร้างโดย : USA
• จำหน่ายโดย : 20th Century Studios Thailand


เรื่องย่อ Rental Family ครอบครัวให้เช่า


          เรื่องย่อ Rental Family ครอบครัวให้เช่า หนังคอมเมดี้-ดราม่าปี 2026 นำแสดงโดย Brendan Fraser กับเรื่องราวความสัมพันธ์ให้เช่าที่นำไปสู่ความผูกพันจริง เข้าฉาย 8 มกราคม นี้








          หลังจาก Brendan Fraser กลับมาทำให้เราร้องไห้กับผลงานใน The Whale จนคว้ารางวัลออสการ์ไปครอง (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ ผลงาน เบรนดอน เฟรเซอร์ ผู้คว้ารางวัลนักแสดงนำชายออสการ์ 2023) คราวนี้เขากลับมาอีกครั้งกับหนังที่พร้อมจะทำให้เราซึ้งใจอีกรอบ กับ RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า ภาพยนตร์ฟีลกู้ดสัญชาติอเมริกัน-ญี่ปุ่น ที่จะพาเราไปสัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวในรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

          ถ้าใครสงสัยว่าทำไมญี่ปุ่นถึงมีธุรกิจ "ครอบครัวให้เช่า" จริง ๆ และมันทำงานยังไง หนังเรื่องนี้จะตอบคำถามพร้อมเล่าเรื่องราวที่จับใจให้คุณได้รู้จัก เตรียมตัวให้พร้อมกับหนังที่จะทำให้คุณคิดถึงความหมายของความสัมพันธ์และครอบครัวไปอีกนาน

          เรื่องราวของ ฟิลลิป แวนดาร์โปจ์ (เบรนแดน เฟรเซอร์) นักแสดงชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียวอย่างโดดเดี่ยว ชีวิตของเขาดูเหมือนจะหลงทาง ไม่มีจุดหมาย จนกระทั่งเขาได้พบกับเอเจนซี่แปลก ๆ ที่มีชื่อว่า "ครอบครัวให้เช่า"

          นี่คือบริษัทที่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น พวกเขาให้บริการจ้างคนมาแสดงเป็นสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือแม้แต่เพื่อนสนิท เพื่อเติมเต็มช่องว่างในชีวิตของลูกค้า บางคนอาจต้องการให้มีพ่อมาร่วมงานแต่งงาน บางคนอาจต้องการแม่ที่พูดคุยด้วย หรือบางคนแค่อยากมีครอบครัวอบอุ่นสักครั้ง

          ฟิลลิปเริ่มรับงานนี้เพียงเพื่อหาเงิน แต่ยิ่งเขาสวมบทบาทเป็นคนในครอบครัวของคนแปลกหน้าบ่อยครั้งเข้า เขาก็เริ่มค้นพบบางอย่าง... ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากการแสดง กลับกลายเป็นสายใยที่จริงใจ เขาพบความสุขที่ไม่เคยคาดคิดจากครอบครัวจำแลงเหล่านี้ พบว่าตัวเองค่อย ๆ มีส่วนร่วมในชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง

          แต่เส้นแบ่งระหว่างบทบาทกับความเป็นจริงเริ่มเลือนราง เขาต้องเผชิญกับคำถามเชิงศีลธรรม “การแสร้งทำเป็นคนในครอบครัว มันถูกหรือผิด ? และเมื่อความรู้สึกที่เกิดขึ้นมันจริงใจ มันยังนับว่าเป็นการแสดงอยู่ไหม ?”

          ท่ามกลางความสับสนและคำถามเหล่านี้ ฟิลลิปกลับค้นพบความหมายของการมีตัวตน การเป็นส่วนหนึ่งของใครสักคน และความงดงามของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันอีกครั้ง








การรวมตัวของทีมงานระดับพระกาฬ

          ความน่าสนใจของ RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า ไม่ได้อยู่ที่พล็อตอย่างเดียว แต่ทีมเบื้องหลังและเบื้องหน้าคือ “ของจริง” เริ่มด้วย

• ผู้กำกับ HIKARI: ใครที่เป็นสายซีรีส์ต้องคุ้นชื่อเธอแน่นอน เพราะเธออยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Beef (Netflix), Tokyo Vice และหนังน้ำดีอย่าง 37 Seconds สไตล์การกำกับของเธอขึ้นชื่อเรื่องการขยี้ปมความเหงาและความเป็นมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง

• Brendan Fraser (เบรนดอน เฟรเซอร์): เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The Whale ที่พิสูจน์แล้วว่าฝีมือการแสดงของเขาเข้าขั้นเทพ ครั้งนี้เขาจะกลับมาถ่ายทอดความโดดเดี่ยวและความอบอุ่นในแบบที่เราอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

• Takehiro Hira: นักแสดงเจ้าบทบาทจาก Shogun ที่มารับบทสำคัญร่วมกับทัพนักแสดงญี่ปุ่นอีกเพียบ

          นอกจากงานภาพที่จะได้เห็นโตเกียวในมุมมองที่สวยงามและเหงาจับใจ (ฝีมือผู้กำกับภาพจาก All of Us Strangers) เรายังจะได้ฟังดนตรีประกอบสุดละเมียดจาก Jónsi (Sigur Rós) และ Alex Somers ที่จะมาช่วยขับกล่อมให้บรรยากาศในหนังยิ่งอบอุ่นขึ้นไปอีกระดับ








นักแสดงนำ Rental Family ครอบครัวให้เช่า


• เบรนดอน เฟรเซอร์ รับบท ฟิลลิป แวนดาร์โปจ์

• ทาเกะฮิโร ฮิระ รับบท ชินจิ

• มาริ ยามะโมโตะ รับบท อากิโกะ

• อากิระ เอโมโตะ รับบท คิคุโอะ ฮาเซะงาวะ

• แชนนอน มาฮินา รับบท กอร์แมน

          RENTAL FAMILY ครอบครัวให้เช่า เป็นมากกว่าแค่หนังที่เล่าเรื่องธุรกิจแปลก ๆ ในญี่ปุ่น แต่มันคือการสำรวจจิตใจของมนุษย์ที่ต้องการความเป็นส่วนหนึ่งของอะไรสักอย่าง ใครที่ชอบหนังแนวฟีลกู้ดที่มีกลิ่นอายความเหงาแบบ Lost in Translation แต่มีความอบอุ่นแบบครอบครัวมาช่วยเยียวยา เตรียมตัวไปพบกันได้ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ 8 มกราคม 2569


ตัวอย่างหนัง Rental Family ครอบครัวให้เช่า


Rental Family ครอบครัวให้เช่า | ตัวอย่างแรก (Official ซับไทย) | 8 มกราคม ในโรงภาพยนตร์


Rental Family ครอบครัวให้เช่า | BELONGING | TV Spot (ซับไทย)


Rental Family ครอบครัวให้เช่า | Fresh TV Spot (ซับไทย)


Rental Family ครอบครัวให้เช่า | Stunning TV Spot (ซับไทย)


Rental Family ครอบครัวให้เช่า | Feel Good TV Spot (ซับไทย)


ภาพนิ่ง โปสเตอร์ Rental Family (2025)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์









10

• ชื่อไทย : บันทึก หนานจิง
• ปีที่เปิดตัว : 2568
• เข้าฉายในไทย : 8 มกราคม 2569
• นำแสดง : Liu Haoran, Wang Chuanjun, Daichi Harashima
• กำกับโดย : Shen Ao
• เขียนโดย : Xu Luyang, Zhang Ke, Shen Ao
• ประเภท : Drama / History / War
• ความยาว : 137 นาที
• เรต : R
• สร้างโดย : China
• จำหน่ายโดย : Warner Bros. Pictures


เรื่องย่อ Dead to Rights บันทึก หนานจิง


          Dead to Rights บันทึก หนานจิง หนังดราม่าประวัติศาสตร์จีน เล่าเรื่องร้านถ่ายรูปที่กลายเป็นที่หลบภัยในเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิง 1937

          หนังดีมาแรงจากเมืองจีนที่ทำเงินทะลุ 2,000 ล้านหยวน และขึ้นแท่นอันดับ 1 Box Office โลก Dead to Rights บันทึก หนานจิง (南京照相馆) ภาพยนตร์ดราม่าสงครามสุดสะเทือนใจจากผู้กำกับ เสิ่นอ่าว (Shen Ao) ผู้อยู่เบื้องหลังหนังดัง No More Bets พร้อมนำทีมโดย หลิวไห่หราน (Liu Hao Ran) จากแฟรนไชส์ Detective Chinatown หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องราวที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ หรือแทบจะลืมไปแล้ว จากเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงในปี ค.ศ. 1937 ผ่านมุมมองของคนธรรมดาสามัญที่กลายเป็น "พยานเงียบ" ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดแห่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ พร้อมลงโรงในไทยแล้ว 8 มกราคม 2569

           เรื่องราวเริ่มต้นในช่วงฤดูหนาวอันโหดร้าย เดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1937 ช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นบุกยึดครองเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู ประเทศจีน อาฉาง (รับบทโดย Liu Hao Ran) พนักงานไปรษณีย์หนุ่มคนหนึ่งต้องปลอมตัวเป็นช่างล้างรูปในร้านถ่ายภาพเล็ก ๆ เพื่อเอาตัวรอดจากการยึดครองของกองทัพญี่ปุ่น แต่ร้านถ่ายภาพแห่งนี้กลับกลายเป็นมากกว่าที่หลบภัยของเขาคนเดียว มันคือที่พักพิงลับ ๆ สำหรับผู้ลี้ภัยทั้งทหารและพลเรือนชาวจีนอีกหลายคน

          เมื่ออาฉางต้องล้างฟิล์มให้นายทหารญี่ปุ่น เขาก็พบว่าภาพเหล่านั้นเป็นหลักฐานความโหดร้ายที่ไม่ควรถูกลบเลือน อาฉางจึงเสี่ยงชีวิตแอบเก็บฟิล์มเหล่านั้นไว้ และต่อมาภาพเหล่านี้ได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญในศาลอาชญากรรมสงคราม ที่ทำให้โลกรับรู้ความจริงที่เกิดขึ้น








           หนังเรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงในช่วงสังหารหมู่หนานจิง ที่มีเด็กฝึกงานในร้านถ่ายภาพคนหนึ่งเสี่ยงชีวิตแอบเก็บฟิล์มของนายทหารญี่ปุ่นไว้ ซึ่งภายหลังภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเปิดเผยความโหดร้ายที่เกิดขึ้นให้โลกได้รู้

          สิ่งที่ทำให้ Dead to Rights โดดเด่นคือการเล่าเรื่องผ่านสัญญะมากกว่าภาพความรุนแรงตรง ๆ ผู้กำกับเสิ่น อ่าวเลือกใช้แสงเงา เสียงเงียบ และปฏิกิริยาของตัวละครเป็นตัวขับเคลื่อนอารมณ์ เพื่อให้ผู้ชมค่อย ๆ ซึมซับความหนักของเรื่อง เสริมด้วยทีม Production ที่มีการจำลองบรรยากาศหนานจิงในช่วงปลายปี 1937 อย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่ถนน อาคาร ไปจนถึงแม่น้ำที่มีสีคล้ายเลือด เพื่อสะท้อนความเจ็บปวดของผู้คนโดยไม่ต้องใช้ภาพที่รุนแรงจนเกินไป โดยผู้กำกับเชื่อว่าพลังของ "พยานเงียบ" สามารถกระทบใจผู้ชมได้มากกว่า และการใช้ภาพถ่ายกับความเงียบแทนคำพูดคือการให้เกียรติต่อเหยื่อและเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความด้วยตัวเอง

          หนังเปิดตัวในจีนด้วยยอดพรีเซลล์สูงมาก วันแรกทำเงินทะลุหลักร้อยล้านหยวน แล้วไม่กี่วันก็แตะพันล้าน สุดท้ายกวาดรายได้รวมในจีนไปมหาศาลเลย ขึ้นอันดับท็อป Box Office ช่วงนั้นแบบยาว ๆ ในโซเชียลจีนอย่าง Weibo และ Douban ก็กระแสดีมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่วัย 25-39 ปีที่ปกติอาจไม่ค่อยดูหนังประวัติศาสตร์ แต่เรื่องนี้หลายคนบอกว่าดูแล้วอินสุด ๆ มีการแชร์เรื่องราวคนดูร้องไห้ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจดจำประวัติศาสตร์เยอะเลย








          Dead to Rights บันทึก หนานจิง ไม่ใช่แค่หนังสงครามธรรมดา ๆ แต่เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านการเล่าเรื่องที่ทรงพลังและละเอียดอ่อน ไม่อิงภาพความรุนแรง แต่ใช้อารมณ์และบรรยากาศพาผู้ชมเข้าใจความเจ็บปวดของคนในยุคนั้น จากตัวเลข Box Office และคำชื่นชมจากผู้ชมทั่วโลก รับรองได้ว่านี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนหนังสงคราม หนังประวัติศาสตร์ หรือเพียงแค่อยากดูหนังที่มีเนื้อหาลึกซึ้งและสะเทือนใจ หนังจะเข้าฉายในไทย วันที่ 8 มกราคม 2569 ในโรงภาพยนตร์



ตัวอย่างหนัง Dead to Rights บันทึก หนานจิง


Dead to Rights - Official Trailer (ซับไทย)


Dead to Rights - Official Trailer 2 (ซับไทย)



ภาพนิ่ง โปสเตอร์ Dead to Rights (2025)

 
 
 
 
 



ภาพโปสเตอร์










หน้า: [1] 2 3 ... 10