1
ข่าวคราวหนังไทย หนังฝรั่ง หนังจีนสากล ยุค 80-90 / การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว
« กระทู้ล่าสุด โดย shawsbrothers เมื่อ 18 มกราคม 2026, 18:16:35 »การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว
ในชีวิตของคนหลายๆคน มักจะมองว่าการหย่าร้างมักถูกมองว่าเป็น “จุดจบของทุกอย่าง”แต่สำหรับ เซียะถิงฟง กับ จางป๋อจือการหย่าคือเพียงการจบความเป็น “สามีภรรยา” ไม่ใช่การจบความเป็น “ครอบครัว”
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ๕ พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น (๒๐๑๐) ซึ่งเซียะถิงฟง รับบท อาซื่อ เด็กลากรถ ในเรื่องเขาต้องโกนผม ช่างทำผมสังเกตเห็นไฝสีดำเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวอยู่ด้านหลังศีรษะของเขา แต่ไม่มีใครสนใจมันเลย
จนในปี ๒๐๑๒ ระหว่างการโกนผมเพื่อถ่ายโฆษณา ผู้จัดการของเซียะถิงฟงสังเกตเห็นว่าไฝเล็ก ๆ ที่ท้ายทอยซึ่งเคยไม่มีใครใส่ใจบวมโตขึ้นจนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง เธอจึงรีบพาเขาไปพบแพทย์ทผลตรวจออกมาคือคำที่ทำให้คนแข็งแรงอย่างเขาแทบทรุด
“มะเร็งผิวหนัง”
ในวันที่โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน คนแรกที่เซียะถิงฟงหยิบโทรศัพท์หา ไม่ใช่คนรักคนปัจจุบัน ไม่ใช่พ่อแม่ แต่คือ… จางป๋อจือ อดีตภรรยาที่หย่ากันมาแล้วหนึ่งปี
ประโยคแรกที่เขาพูด ไม่ใช่ความกลัวไม่ใช่การขอความเห็นใจ แต่คือคำขอที่ทำให้หัวใจของคนฟังสะเทือน
“ถ้าผมเป็นอะไรไป ฝากลูกไว้กับคุณ”
เมื่อมองย้อนหลับในความสัมพันธ์ของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ หวังจิง ผู้ที่เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ตั้งแต่ คบหา เลิกรา และกลับมาคบหา ก่อนที่จะแต่งงานและหย่าร้าง หวังจิงบอกว่าทั้งสองรักกันมากแต่ที่ทำให้ ทั้งสองไม่สามารถอยู่กินในรูปแบบของสามีภรรยาก็เพราะว่า บุคลิกทั้งสองแตกต่างกันเกินไป
เมื่อตอนที่ทั้งสองหย่าร้าง เซียะถิงฟง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสิ่ง ดึงดูดใจเขาให้รักจางป๋อจือ คือบุคลิกที่กล้าหาญและตรงไปตรงมาของเธอ และเธอยังเป็นคนใจดีอีกด้วย แต่การที่ทั้งสองจะกลับไปใช้ชีวิตสามีและภรรยา คงจะไม่มีทางเป็นไปได้อีก การเลิกราระหว่างเขากับเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวภาพหลุดแต่อย่างใด เขาเชื่อใจเธอและไม่สนใจภาพเหล่านั้น
เมื่อทั้งสองหย่าร้างกันได้เพียงปีเดียว เซียะถิงฟงก็รู้ว่าตัวเขาเป็นมะเร็งผิวหนัง เขาโทรหาอดีตภรรยา ฝากให้เธอดูแลลูกๆ และแวะเวียนไปหาพ่อแม่ของเขาบ้าง
ในช่วงเวลาที่ความตายมายืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่เลือกคนที่เขารักแต่เลือกคนที่เขา เชื่อใจที่สุดในการดูแลลูกและคำตอบของจางป๋อจือก็คือการหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบตกลงอย่างหนักแน่น ว่าเธอจะดูแลลูกๆ และพ่อแม่ของเขาเป็นอย่างดี ก่อนที่จะพูดติดตลกว่า
“ไม่ต้องห่วง พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วตายเร็วหรอก"
เซียะถิงฟงได้ฟังก็ถึงกลับหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะแรกหลังจากรู้ข่าวว่าเป็นมะเร็งของเขา
จางป๋อจือ เป็นกำลังใจให้เซียะถิงฟง โดยไม่พูดถึงบาดแผลในอดีต ไม่พูดถึงการหย่าร้าง ไม่ย้อนความเจ็บปวด เพราะในวินาทีนั้น สิ่งเดียวที่สำคัญคือ
“พ่อของลูกกำลังจะเผชิญความเป็นความตาย”
แม้ทั้งคู่จะเคยผ่านข่าวฉาว การหย่าร้างที่ขมขื่น และแรงกดดันมหาศาลจากสังคม แต่ในวันที่ต้องเลือก พวกเขาเลือก ความเป็นพ่อแม่ และทั้งสองยังคงเป็นครอบครัวของกันและกันเสมอ
ต่อมาเซียะถิงฟงได้เปิดเผยในรายการหนึ่งว่า เขาเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอา "มะเร็งผิวหนัง" ออกหลังจากไปพบแพทย์ไม่นาน โชคดีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการเย็บแผลที่ศีรษะ ๕ เข็ม ทำให้มีรอยแผลเป็นยาว ๕เซนติเมตร ต่อมาเขาสวมหมวกในที่สาธารณะเพื่อปกปิดรอยแผลเป็น
นอกจากนี้ ผู้จัดการของเขา ยังย้ำในเว่ยป๋อในเวลานั้นว่า "ไม่ต้องห่วง! ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง โชคดีที่ตรวจพบได้ทันเวลา และทุกอย่างก็ดี!" มะเร็งผิวหนังของเซียะถิงฟงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
เมื่อมองย้อนกลับไป เรื่องราวนี้สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่การกลับมารักกันอย่างสุดซึ้ง แต่เป็นการที่ผู้ใหญ่รับมือกับวิกฤตอย่างมีสติและใจเย็น ของทั้งสอง หาก เซียะถิงฟงจะต้องจากไป เขาก็วางใจเพราะมีจางป๋อจือคอยดูแล ลูกๆ และ พ่อแม่ของเขาแทน
เซียะถิงฟงกล่าวบางสิ่งที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษระหว่างการพักฟื้นหลังการผ่าตัดว่า
"ตอนที่ผมนอนอยู่บในห้องผ่าตัด ผมถึงได้รู้ว่าชื่อเสียง โชคลาภ และสถานะ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการได้เห็นลูกของผมเติบโตอย่างปลอดภัย"
บางทีการเฉียดตายครั้งนี้อาจทำให้พวกเขาเข้าใจความหมายของคำว่า "ครอบครัว" อย่างแท้จริง
เซียะถิงฟงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีโอกาสกลับไปเป็นสามีภรรยากันอีก เพราะความแตกต่างของตัวตนแก้ไม่ได้ แต่เขาขอบคุณจางป๋อจือจากใจที่ไม่เคยทำลายภาพพ่อของเขาต่อหน้าลูกและยังพูดถึงเขาในแง่ดีเสมอจางป๋อจือเองก็ไม่เคยใช้ความเจ็บปวดในอดีต มาทำลายพ่อของลูกในปัจจุบัน
นี่ไม่ใช่เรื่องความรักร้อนแรงของหนุ่มสาว แต่คือเรื่องของ “คนในครอบครัวที่ไม่ทอดทิ้งกัน” พวกเขาไม่ใช่คนรัก แต่ยังเป็น “คนสำคัญที่สุดของกันและกัน”
ในบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า คนรัก คือ การเป็นพ่อกับแม่ ความรักอาจจบแต่ความรับผิดชอบไม่เคยจบ ความรู้สึกอาจพัง แต่ความเป็นพ่อแม่ต้องยังอยู่ และนี่คือเหตุผลที่เรื่องราวของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ ที่ไม่ใช่เพียงข่าวบันเทิงแต่มันคือบทเรียนชีวิตในโลกของคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่า
การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว
ในชีวิตของคนหลายๆคน มักจะมองว่าการหย่าร้างมักถูกมองว่าเป็น “จุดจบของทุกอย่าง”แต่สำหรับ เซียะถิงฟง กับ จางป๋อจือการหย่าคือเพียงการจบความเป็น “สามีภรรยา” ไม่ใช่การจบความเป็น “ครอบครัว”
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง ๕ พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น (๒๐๑๐) ซึ่งเซียะถิงฟง รับบท อาซื่อ เด็กลากรถ ในเรื่องเขาต้องโกนผม ช่างทำผมสังเกตเห็นไฝสีดำเล็กๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวอยู่ด้านหลังศีรษะของเขา แต่ไม่มีใครสนใจมันเลย
จนในปี ๒๐๑๒ ระหว่างการโกนผมเพื่อถ่ายโฆษณา ผู้จัดการของเซียะถิงฟงสังเกตเห็นว่าไฝเล็ก ๆ ที่ท้ายทอยซึ่งเคยไม่มีใครใส่ใจบวมโตขึ้นจนมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง เธอจึงรีบพาเขาไปพบแพทย์ทผลตรวจออกมาคือคำที่ทำให้คนแข็งแรงอย่างเขาแทบทรุด
“มะเร็งผิวหนัง”
ในวันที่โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน คนแรกที่เซียะถิงฟงหยิบโทรศัพท์หา ไม่ใช่คนรักคนปัจจุบัน ไม่ใช่พ่อแม่ แต่คือ… จางป๋อจือ อดีตภรรยาที่หย่ากันมาแล้วหนึ่งปี
ประโยคแรกที่เขาพูด ไม่ใช่ความกลัวไม่ใช่การขอความเห็นใจ แต่คือคำขอที่ทำให้หัวใจของคนฟังสะเทือน
“ถ้าผมเป็นอะไรไป ฝากลูกไว้กับคุณ”
เมื่อมองย้อนหลับในความสัมพันธ์ของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ หวังจิง ผู้ที่เห็นพัฒนาการความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ตั้งแต่ คบหา เลิกรา และกลับมาคบหา ก่อนที่จะแต่งงานและหย่าร้าง หวังจิงบอกว่าทั้งสองรักกันมากแต่ที่ทำให้ ทั้งสองไม่สามารถอยู่กินในรูปแบบของสามีภรรยาก็เพราะว่า บุคลิกทั้งสองแตกต่างกันเกินไป
เมื่อตอนที่ทั้งสองหย่าร้าง เซียะถิงฟง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าสิ่ง ดึงดูดใจเขาให้รักจางป๋อจือ คือบุคลิกที่กล้าหาญและตรงไปตรงมาของเธอ และเธอยังเป็นคนใจดีอีกด้วย แต่การที่ทั้งสองจะกลับไปใช้ชีวิตสามีและภรรยา คงจะไม่มีทางเป็นไปได้อีก การเลิกราระหว่างเขากับเธอไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวภาพหลุดแต่อย่างใด เขาเชื่อใจเธอและไม่สนใจภาพเหล่านั้น
เมื่อทั้งสองหย่าร้างกันได้เพียงปีเดียว เซียะถิงฟงก็รู้ว่าตัวเขาเป็นมะเร็งผิวหนัง เขาโทรหาอดีตภรรยา ฝากให้เธอดูแลลูกๆ และแวะเวียนไปหาพ่อแม่ของเขาบ้าง
ในช่วงเวลาที่ความตายมายืนอยู่ตรงหน้าเขาไม่เลือกคนที่เขารักแต่เลือกคนที่เขา เชื่อใจที่สุดในการดูแลลูกและคำตอบของจางป๋อจือก็คือการหยุดคิดเพียงไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบตกลงอย่างหนักแน่น ว่าเธอจะดูแลลูกๆ และพ่อแม่ของเขาเป็นอย่างดี ก่อนที่จะพูดติดตลกว่า
“ไม่ต้องห่วง พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้คนชั่วตายเร็วหรอก"
เซียะถิงฟงได้ฟังก็ถึงกลับหัวเราะออกมา เป็นเสียงหัวเราะแรกหลังจากรู้ข่าวว่าเป็นมะเร็งของเขา
จางป๋อจือ เป็นกำลังใจให้เซียะถิงฟง โดยไม่พูดถึงบาดแผลในอดีต ไม่พูดถึงการหย่าร้าง ไม่ย้อนความเจ็บปวด เพราะในวินาทีนั้น สิ่งเดียวที่สำคัญคือ
“พ่อของลูกกำลังจะเผชิญความเป็นความตาย”
แม้ทั้งคู่จะเคยผ่านข่าวฉาว การหย่าร้างที่ขมขื่น และแรงกดดันมหาศาลจากสังคม แต่ในวันที่ต้องเลือก พวกเขาเลือก ความเป็นพ่อแม่ และทั้งสองยังคงเป็นครอบครัวของกันและกันเสมอ
ต่อมาเซียะถิงฟงได้เปิดเผยในรายการหนึ่งว่า เขาเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอา "มะเร็งผิวหนัง" ออกหลังจากไปพบแพทย์ไม่นาน โชคดีที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการเย็บแผลที่ศีรษะ ๕ เข็ม ทำให้มีรอยแผลเป็นยาว ๕เซนติเมตร ต่อมาเขาสวมหมวกในที่สาธารณะเพื่อปกปิดรอยแผลเป็น
นอกจากนี้ ผู้จัดการของเขา ยังย้ำในเว่ยป๋อในเวลานั้นว่า "ไม่ต้องห่วง! ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นเนื้องอกที่ไม่ร้ายแรง โชคดีที่ตรวจพบได้ทันเวลา และทุกอย่างก็ดี!" มะเร็งผิวหนังของเซียะถิงฟงจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก
เมื่อมองย้อนกลับไป เรื่องราวนี้สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดไม่ใช่การกลับมารักกันอย่างสุดซึ้ง แต่เป็นการที่ผู้ใหญ่รับมือกับวิกฤตอย่างมีสติและใจเย็น ของทั้งสอง หาก เซียะถิงฟงจะต้องจากไป เขาก็วางใจเพราะมีจางป๋อจือคอยดูแล ลูกๆ และ พ่อแม่ของเขาแทน
เซียะถิงฟงกล่าวบางสิ่งที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษระหว่างการพักฟื้นหลังการผ่าตัดว่า
"ตอนที่ผมนอนอยู่บในห้องผ่าตัด ผมถึงได้รู้ว่าชื่อเสียง โชคลาภ และสถานะ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงคือการได้เห็นลูกของผมเติบโตอย่างปลอดภัย"
บางทีการเฉียดตายครั้งนี้อาจทำให้พวกเขาเข้าใจความหมายของคำว่า "ครอบครัว" อย่างแท้จริง
เซียะถิงฟงยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีโอกาสกลับไปเป็นสามีภรรยากันอีก เพราะความแตกต่างของตัวตนแก้ไม่ได้ แต่เขาขอบคุณจางป๋อจือจากใจที่ไม่เคยทำลายภาพพ่อของเขาต่อหน้าลูกและยังพูดถึงเขาในแง่ดีเสมอจางป๋อจือเองก็ไม่เคยใช้ความเจ็บปวดในอดีต มาทำลายพ่อของลูกในปัจจุบัน
นี่ไม่ใช่เรื่องความรักร้อนแรงของหนุ่มสาว แต่คือเรื่องของ “คนในครอบครัวที่ไม่ทอดทิ้งกัน” พวกเขาไม่ใช่คนรัก แต่ยังเป็น “คนสำคัญที่สุดของกันและกัน”
ในบทบาทที่สำคัญยิ่งกว่า คนรัก คือ การเป็นพ่อกับแม่ ความรักอาจจบแต่ความรับผิดชอบไม่เคยจบ ความรู้สึกอาจพัง แต่ความเป็นพ่อแม่ต้องยังอยู่ และนี่คือเหตุผลที่เรื่องราวของ เซียะถิงฟง และ จางป๋อจือ ที่ไม่ใช่เพียงข่าวบันเทิงแต่มันคือบทเรียนชีวิตในโลกของคนที่เป็นผู้ใหญ่ว่า
การหย่าร้าง ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเป็นครอบครัว
กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้


























































































